วันอังคารที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2562

กรรมการบริษัทฯ ทำสัญญาเช่า Server จากต่างประเทศในนามของกรรมการเอง เพื่อมาใช้งานบริษัทฯ ในไทย อยากทราบถึงภาระภาษี

Inbox: ศุกร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2562 เวลา 10:40 น.
คุณ เจ แอนด์ ดับบลิว พรอสเพอริตี้
กราบเรียนสอบถาม ท่าน อ. คะ
กรรมการบริษัทฯ ทำสัญญาเช่า ในนามของกรรมการเอง เพื่อมาใช้งานบริษัทฯ ในไทย อยากทราบถึงภาระภาษีดังนี้
1. ภาษีเงินได้นิติบุคคล
2. ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย
3. ภาษีมูลค่าเพิ่ม
ขอบพระคุณอย่างสูงค่ะ
สุเทพ พงษ์พิทักษ์
วิสัชนา:
กรณีกรรมการบริษัทฯ ทำสัญญาเช่า Server จากต่างประเทศในนามของกรรมการเอง เพื่อมาใช้งานบริษัทฯ ในไทย เช่นนี้ บริษัทฯ ควรมีหนังสือมอบหมายให้กรรมการดำเนินการแทนบริษัทฯ ในนามของกรรมการ
1. กรณีภาษีเงินได้นิติบุคคล บริษัทฯ สามารถนำค่าเช่า Server มาถือเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ เพราะเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับการประกอบกิจการ เพียงแต่ต้องมีหลักฐานที่ชัดเจนตามข้อแนะนำข้างต้น
2. กรณีภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ต้องได้ทราบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่า ประเทศที่ตั้งของบริษัทผู้ให้เช่า Server ว่า เป็นประเทศใด มีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับประเทศไทยหรือไม่ และในอนุสัญญาภาษีซ้อนกำหนดให้สิทธิการเช่า เป็น “ค่าสิทธิ” (Royalty) หรือไม่
....(1) กรณีประเทศที่ตั้งของบริษัทผู้ให้เช่า Server ว่า เป็นประเทศที่มีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับประเทศไทย และในอนุสัญญาภาษีซ้อน “ไม่ได้” กำหนดให้สิทธิการเช่า เป็น “ค่าสิทธิ” (Royalty) ถือว่า ค่าเช่า Server เป็น “กำไรจากธุรกิจ” บริษัทฯ ไม่มีหน้าที่ต้องนำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคล ณ ที่จ่ายตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร เพราะตามอนุสัญญาภาษีซ้อนกำหนดให้ประเทศไทยสามารถจัดเก็บภาษีเงินได้จาก “กำไรจากธุรกิจ” ได้เฉพาะกรณีวิสาหกิจนั้น ประกอบกิจการผ่านสถานประกอบการถาวรในประเทศไทยเท่านั้น
....(2) กรณีประเทศที่ตั้งของบริษัทผู้ให้เช่า Server ว่า เป็นประเทศที่มีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับประเทศไทย และในอนุสัญญาภาษีซ้อน “ได้” กำหนดให้สิทธิการเช่า เป็น “ค่าสิทธิ” (Royalty) ให้บริษัทฯ คำนวณหักภาษีเงินได้นิติบุคคล ณ ที่จ่ายตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร ตามอัตราที่กำหนดในอนุสัญญาภาษีซ้อน แต่ไม่เกิน 15% ของเงินได้ แล้วนำส่งพร้อมทั้งยื่นแบบ ภ.ง.ด.54 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป
....(3) กรณีประเทศที่ตั้งของบริษัทผู้ให้เช่า Server ว่า เป็นประเทศที่ “ไม่มี” อนุสัญญาภาษีซ้อนกับประเทศไทย ให้บริษัทฯ คำนวณหักภาษีเงินได้นิติบุคคล ณ ที่จ่ายตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร ในอัตราที่ 15% ของเงินได้ แล้วนำส่งพร้อมทั้งยื่นแบบ ภ.ง.ด.54 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป
3. กรณีภาษีมูลค่าเพิ่ม เนื่องจากการเช่า Server ดังกล่าว เข้าลักษณะเป็นการให้บริการในต่างประเทศและได้มีการใช้บริการนั้นในประเทศไทย จึงเป็นกิจการทีอยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/2 วรรคสาม แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทฯ จึงมีหน้าที่ต้องยื่นแบบ ภ.พ.36 เพื่อนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม ในอัตรา 7.0% ของเงินได้ และนำส่งภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป ตามมาตรา 83/6 (2) แห่งประมวลรัษฎากร

สอบถามเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มดังนี้ค่ะ

Inbox: 11/10/2017 เวลา 14:19
คุณ Kes Chun
สวัสดีค่ะอาจารย์
ขอรบกวนสอบถามเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มดังนี้ค่ะ
ขอสอบถามว่า
1. บริษัทฯ จะออกใบกำกับภาษีขายเมื่อใด ระหว่างขายให้กับลูกค้าหรือได้รับเงินจากทางห้างฯ
2. บริษัทฯ มีการจ่ายค่าตอบแทนจากการขายให้กับทางห้าง 10 - 15% ทางห้างฯ จะหักออกจากเงินที่จะคืนให้กับทางบริษัทฯ หากบริษัทฯ ต้องออกใบกำกับภาษีขายให้กับทางห้างฯ ยอดเงินที่ออกใบกำกับภาษีจะต้องเป็นยอดก่อนหักค่าตอบแทน หรือหลังหักค่าตอบแทน ขอขอบคุณมากค่ะ
สุเทพ พงษ์พิทักษ์
วิสัชนา:
กรณีบริษัทฯ เป็นผู้ประกอบการขายผัดไทเช่าพื้นที่ในศูนย์อาหารของคิงส์ พาวเวอร์ ซึ่งการขายในแต่ละครั้งที่ลูกค้ามาซื้อจะได้รับเป็นคีย์การ์ด /คูปอง (ซึ่งไม่ได้รับเงินสดโดยตรงจากลูกค้า) เงินดังกล่าวจะไปอยู่กับทางห้างฯ ซึ่งทางห้างฯ จะเคลียร์เงินดังกล่าวให้ทุก 15 วัน โดยบริษัทฯ มีการจ่ายค่าตอบแทนจากการขายให้กับทางห้าง 10 - 15% ทางห้างฯ จะหักออกจากเงินที่จะคืนให้กับทางบริษัทฯ นั้น
ขอเรียนว่า ข้อเท็จจริงตามที่แจ้งไปนั้น ยังไม่ครบถ้วน ในส่วนของข้อตกลงระหว่างบริษัทฯ ก้บห้างฯ ว่า ผู้ใดเป็นผู้ที่ประกอบกิจการจำหน่ายอาหารให้แก่ลูกค้าผู้บริโภค จึงต้องขอตอบแยกเป็นสองกรณี (เหนื่อยมากขึ้น โดยไม่จำเป็น!!! หรือจำเป็นสำหรับเพื่อนท่านอื่น 555)
กรณีที่หนึ่ง ห้างฯ เป็นผู้จำหน่ายอาหารให้แก่ลูกค้าผู้บริโภค เท่ากับ
....(1) บริษัทฯ เป็นผู้ขายอาหารให้แก่ห้างฯ เช่นนี้ ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นในทันทีที่ส่งมอบอาหารให้แก่ห้างฯ ตามราคาที่ตกลงกัน คือราคาสุทธิหลังจากหักค่าตอบแทนจากการขาย
.........แต่ประเด็นปัญหา คือ ห้างฯ จะเคลียร์เงินดังกล่าวให้ทุก 15 วัน แต่ความรับผิดเกิดขึ้นทุกวัน ซึ่งตามข้อ 1 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 86/2542 แก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป. 155/2560 ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2560 เป็นต้นไป วางแนวทางปฏิบัติกำหนดยอมให้สามารถจัดทำใบกำกับภาษีรวมเพียงครั้งเดียวในหนึ่งวันทำการสำหรับการขายสินค้าชนิดและประเภทเดียวกันให้แก่ผู้ซื้อสินค้ารายหนึ่งรายใดเป็นจำนวนหลายครั้งในหนึ่งวันทำการได้ ดังนี้
.........“ข้อ 1 ผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งต้องจัดทำใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/4 และหรือมาตรา 86/5 แห่งประมวลรัษฎากร เฉพาะที่มีลักษณะเป็นแบบเต็มรูปจะต้องจัดทำใบกำกับภาษีทุกครั้งที่ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น เว้นแต่ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ขายสินค้า หรือให้บริการพร้อมกับการชำระราคาค่าบริการ โดยเป็นการขายสินค้าหรือให้บริการชนิดและประเภทเดียวกันให้แก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการรายหนึ่งรายใดเป็นจำนวนหลายครั้งในหนึ่งวันทำการ ผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าวสามารถจัดทำใบกำกับภาษีรวมเพียงครั้งเดียวในหนึ่งวันทำการสำหรับผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการรายนั้นก็ได้”
.........ดังนั้น ในกรณีนี้ บริษัทฯ มีหน้าที่ต้องออกใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากรให้แก่ห้างฯ ทุกวันตามมูลค่าที่ตกลงกัน (สุทธิหลังหักค่าตอบแทน) และบันทึกรายงานภาษีขาย นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีหน้าที่ต้องจัดทำรายงานสินค้าและวัตถุดิบด้วย
....(2) บริษัทฯ เป็นผู้รับจ้างปรุงหรือประกอบอาหารให้แก่ห้างฯ เช่นนี้ ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระราคาค่าบริการจากห้างฯ
.........ดังนั้น ในกรณีนี้ บริษัทฯ มีหน้าที่ต้องออกใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากรให้แก่ห้างฯ เมื่อได้รับชำระค่าบริการทุก 15 วันตามมูลค่าที่ตกลงกัน (สุทธิหลังหักค่าตอบแทน) และบันทึกรายงานภาษีขาย โดยบริษัทฯ ไม่มีหน้าที่ต้องจัดทำรายงานสินค้าและวัตถุดิบ
กรณีที่สอง บริษัทฯ เป็นผู้จำหน่ายอาหารให้แก่ลูกค้า ให้จัดทำคูปองเป็นใบกำกับภาษีอย่างย่อแล้ว บริษัทฯ จึงไม่ต้องออกใบกำกับภาษีให้แก่ลูกค้า เพียงแต่รวบรวมยอดขายในแต่ละวันมาบันทึกรายงายภาษีขาย เช่นเดียวกับกิจการ “ภัตตาคาร” โดยต้องรับรู้รายได้เต็มมูลค่าอาหารที่ได้รับคูปอง/คีย์การ์ดจากลูกค้า และห้างฯ มีหน้าที่ต้องออกใบกำกับภาษีให้แก่บริษัทฯ ทุก 15 วัน ตามจำนวนที่ตกลงกัน
ต้องขอโทษที่ตอบปัญหาให้ล่าช้าไปมาก คงจะได้คำตอบจากแหล่งอื่นแล้ว เป็นเพราะก่อนหน้านี้ ไม่ทราบว่ามีการถามทางช่องทาง Inbox รวมทั้งประกาศว่า ไม่รับตอบปัญหาทางข่องทาง Inbox เนื่องจาก low tech ไม่เชี่ยวชาญ แต่กว่าจะได้เรียนรู้ จึงทำให้เกิดความล่าช่าดังกล่าว

ปรึกษาเรื่องการรับรู้รายได้และต้นทุน ของธุรกิจให้บริการที่ปรึกษาระบบ (ERP) ค่ะ

Inbox: พฤหัสบดีที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2562 เวลา 17:19 น.
คุณ Fon Cha
สวัสดีค่ะ อาจารย์สุเทพ
รบกวนปรึกษาเรื่องการรับรู้รายได้และต้นทุน ของธุรกิจให้บริการที่ปรึกษาระบบ (ERP) ค่ะ
ในปี 2018 บริษัท A ได้ให้บริการอบรมลูกค้าจนเสร็จภายในปี และวางบิลไป แต่ผลปรากฎว่าลูกค้าปฏิเสธไม่รับวางบิลนั้น โดยให้เหตุผลว่า บริษัท A จัดการอบรมไม่สำเร็จ (อาจจะหมายถึง ลูกค้ายังไม่สามารถนำสิ่งที่อบรมไปปฏิบัติงานจริงได้) ดังนั้น ดิฉันซึ่งเป็นพนักงานบัญชี จึงรับรู้รายได้นั้นทั้งจำนวนในปี 2018 เพราะเห็นว่า มีการทำงานต้นทุนแรงงานได้เกิดแล้ว แต่ผู้บริหารบอกว่า ยังไม่ให้รับรู้รายได้ยอดนั้นในปี 2018 โดยให้บันทึกต้นทุนเป็นงานระหว่างทำแทน แบบนี้ผิดหลักข้อกฎหมายของสรรพากรหรือไม่ หรือหากทำได้เอกสารหลักฐานประกอบการบันทึกงานระหว่างที่พอจะยืนยันหากโดนตรวจสอบ คือ อะไรบ้างคะ (Timesheet, Service record, Expenses claim เท่านี้เพียงพอหรือไม่คะ)
หรือหากบันทึกรายได้เท่าต้นทุนที่ตีเป็น % ตามผลสำเร็จของงานคะ
สุเทพ พงษ์พิทักษ์
วิสัชนา:
การรับรู้รายได้จากการให้บริการตามมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 2 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 1/2528 นั้น ท่านให้ใช้เกณฑ์สิทธิ โดยให้นำรายได้ที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีใด แม้ว่าจะยังไม่ได้รับชำระในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น มารวมคำนวณเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น และให้นำรายจ่ายทั้งสิ้นที่เกี่ยวกับรายได้นั้น แม้จะยังมิได้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นมารวมคำนวณเป็นรายจ่ายของรอบระยะเวลาบัญชีนั้น
ดังนั้น กรณีบริษัทฯ ประกอบกิจการให้บริการที่ปรึกษาระบบ (ERP) ค่ะ
ในปี 2018 บริษัท A ได้ให้บริการอบรมลูกค้าจนเสร็จภายในปี และวางบิลไป แต่ผลปรากฎว่าลูกค้าปฏิเสธไม่รับวางบิลนั้น โดยให้เหตุผลว่า บริษัท A จัดการอบรมไม่สำเร็จ (อาจจะหมายถึง ลูกค้ายังไม่สามารถนำสิ่งที่อบรมไปปฏิบัติงานจริงได้) นั้น
บริษัทฯ ได้รับรู้รายได้นั้นทั้งจำนวนในปี 2018 เพราะเห็นว่า มีการทำงานต้นทุนแรงงานได้เกิดแล้ว จึงถูกต้องตามหลักเกณฑ์สิทธิตามมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎกรแล้ว
การที่ผู้บริหารแจ้งว่า ยังไม่ให้รับรู้รายได้ยอดนั้นในปี 2018 โดยให้บันทึกต้นทุนเป็นงานระหว่างทำแทน จะทำให้ผิดหลักข้อกฎหมายของสรรพากร หรือหากฝืนทำ พึงต้องสร้างเอกสารหลักฐานประกอบการบันทึกงานระหว่างทำที่พอจะยืนยันหากโดนตรวจสอบ (Timesheet, Service record, Expenses claim เท่านี้เพียงพอหรือไม่ นั้น) ไม่อาจตอบให้ได้ครับ

โอนจากบุคคลธรรมดา เป็นนิติบุคคล(ยกเว้นตามกฤษฎีกา)จากนั้นก็จด ภ.พ.09 เขาเป็นร้านรูดบัตรประชารัฐ แต่กว่าทางพาณิชย์จังหวัด จะทำเรื่องไปกระทรวงการคลัง ให้ลูกค้ารูดบัตรจากบุคคลธรรมดาไปเข้านิติบุคคลก็จะยังอีก3-4 เดือน

Inbox: พฤหัสบดีที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2562 เวลา 15:36 น.
คุณ รวน อินทวงศ์
อาจารย์คะ มีปัญหาที่ต้องการคำตอบคะ คือว่ามีลูกค้าโอนจากบุคคลธรรมดา เป็นนิติบุคคล(ยกเว้นตามกฤษฎีกา)จากนั้นก็จด ภ.พ.09 เขาเป็นร้านรูดบัตรประชารัฐ
แต่กว่าทางพาณิชย์จังหวัด จะทำเรื่องไปกระทรวงการคลัง ให้ลูกค้ารูดบัตรจากบุคคลธรรมดาไปเข้านิติบุคคลก็จะยังอีก3-4 เดือน
ปรากฏว่าเงินที่ขายของรูดบัตรประชารัฐยังเข้าไปบุคคลธรรมดาอยู่ 
ดังนั้นหนูเลยต้องยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มในนามบุคคลธรรมดาต่อ แต่สรรพากรบอกว่า ต้องยื่นเป๋นห้าง เพราะเราโอนไปแล้ว
ก็ยังงง ว่าใช้หลักการอะไร ในเมื่อเรามีรายได้ก็ยื่น Vat แต่ภาษีซื้อก็ไม่เคยนำมาใช้
อันนี้อาจารย์เห็นว่าอย่างไรคะ
รบกวนไม่ทราบจะไปถามใคร คือมีรายได้รูดบัตร ประมาณเดือนละ800,000-900,000
บางเดือนก็ 1,200,000
สุเทพ พงษ์พิทักษ์
วิสัชนา:
มีลูกค้าโอนจากบุคคลธรรมดา เป็นนิติบุคคล (ยกเว้นตามกฤษฎีกาฯ ) จากนั้นก็จด ภ.พ.09 เขาเป็นร้านรูดบัตรประชารัฐ แต่กว่าทางพาณิชย์จังหวัด จะทำเรื่องไปกระทรวงการคลัง ให้ลูกค้ารูดบัตรจากบุคคลธรรมดาไปเข้านิติบุคคลก็จะยังอีก 3-4 เดือน ปรากฏว่า เงินที่ขายของรูดบัตรประชารัฐยังเข้าไปบุคคลธรรมดาอยู่ ดังนั้นหนูเลยต้องยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มในนามบุคคลธรรมดาต่อ แต่สรรพากรบอกว่า ต้องยื่นเป็นห้างฯ เพราะเราโอนไปแล้ว นั้น
คำตอบของเจ้าหน้าที่สรรพากร ถูกต้องแล้ว ให้ห้างฯ ทำหนังสือมอบหมายให้บุคคลธรรมดาเป็นผู้รูดบัตรประชารัฐแทนห้างฯ และเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในนามของห้างฯ

บริษัทได้รับพัดลมตั้งโต๊ะ เป็นรางวัลส่งเสริมการขายจากผู้ขายสินค้ารายหนึ่ง บริษัทถูกเรียกเก็บภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3% อยากสอบถามอาจารย์ว่า

Inbox: พุธที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2562 เวลา 22:09 น.
คุณ Ja Chumkong
เรียน อาจารย์สุเทพที่เคารพ
ดิฉันมีเรื่องรบกวนสอบถามค่ะ กรณีที่บริษัทได้รับพัดลมตั้งโต๊ะ เป็นรางวัลส่งเสริมการขายจากผู้ขายสินค้ารายหนึ่ง บริษัทถูกเรียกเก็บภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3% อยากสอบถามอาจารย์ว่า
1. บริษัทจำเป็นต้องบันทึกเป็นรายได้หรือไม่
2. ถ้าหากบริษัทนำพัดลมมาให้พนักงานจับฉลากในงาน Staff Party บริษัทต้องนำส่งภาษีขายหรือไม่
3. พนักงานที่จับฉลากได้ต้องนำมาเป็นรายได้ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือไม่คะ
ขอขอบพระคุณอาจารย์เป็นอย่างสูงค่ะ
สุเทพ พงษ์พิทักษ์
วิสัชนา:
กรณีที่บริษัทฯ ได้รับพัดลมตั้งโต๊ะ เป็นรางวัลส่งเสริมการขายจากผู้ขายสินค้ารายหนึ่ง บริษัทฯ ถูกเรียกเก็บภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3% นั้น
1. บริษัทฯ จำเป็นต้องบันทึกเป็นรายได้ ให้บันทึกรายการบัญชีโดย
เดบิต ทรัพย์สิน......................100%
........ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย.......3%
....เครดิต รายได้อื่น………………………….100%
……………เงินสด/เจ้าหนี้..........................3%
2. ถ้าหากบริษัทฯ นำพัดลมมาให้พนักงานจับฉลากในงาน Staff Party บริษัทต้ฯ องนำส่งภาษีขายด้วย ให้บันทึกรายการบัญชีโดย
เดบิต ค่าใช้จ่ายพนักงาน..........100%
........ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย.......3%
....เครดิต รายได้อื่น………………………….100%
……………เงินสด/เจ้าหนี้..........................3%
3. พนักงานที่จับฉลากได้ต้องนำมาเป็นรายได้ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เพราะถือว่าได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร จากบริษัทฯ

บ. จ่ายเงินค่าทำตลาดให้บริษัทแม่ที่ประเทศสิงคโปร์ต้องหักณที่จ่ายและยืน 36 หรือป่าวคะ

Inbox: พุธที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2562 เวลา 20:52 น.
คุณ Muk Sukonrat
เรียนอาจารย์
บ. จ่ายเงินค่าทำตลาดให้บริษัทแม่ที่ประเทศสิงคโปร์ต้องหักณที่จ่ายและยืน 36 หรือป่าวคะ
สุเทพ พงษ์พิทักษ์
วิสัชนา:
เนื่องจากค่าจ้างทำการตลาด เข้าลักษณะเป็น “กำไรจากธุรกิจ” ตามข้อ 7 แห่งความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์ และรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย เพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อน และการป้องกันการเลี่ยงรัษฎากร ในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้ (อนุสัญญาภาษีซ้อน ไทย - สิงคโปร์) ซึ่งยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่บริษัทในประเทศสิงคโปร์ หากบริษัทแห่งประเทศสิงคโปร์ มิได้กระทำกิจการผ่านสถานประกอบการถาวรในประเทศไทย
ดังนั้น เมื่อบริษัทฯ จ่ายค่าทำการตลาดไปยังประเทศสิงคโปร์ จึงไม่มีหน้าที่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้นิติบุคคล ณ ที่จ่าย (ภ.ง.ด.54) ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร และหากการทำการตลาดดังกล่าว เป็นการหาลูกค้าในต่างประเทศ เข้าลักษณะเป็นการให้บริการในต่างประเทศ และได้ใช้บริการในต่างประเทศ บริษัทฯ จึงไม่มีหน้าที่ต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.36) ตามมาตรา 83/6 (2) แห่งประมวลรัษฎากร

ห้างหุ้นส่วนสามัญ (ที่ไม่ใช่นิติบุคคล) ต้องมีหน้ามีหักและนำส่งภาษี หัก ณ ที่จ่ายไหมครับ

Inbox: พุธที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2562 เวลา 17:48 น.
คุณ Phipat Tao
สวัสดีครับอาจารย์ รบกวนสอบถามครับว่า ห้างหุ้นส่วนสามัญ (ที่ไม่ใช่นิติบุคคล) ต้องมีหน้ามีหักและนำส่งภาษี หัก ณ ที่จ่ายไหมครับ
สุเทพ พงษ์พิทักษ์
วิสัชนา:
กรณีห้างหุ้นส่วนสามัญที่ไม่ใช่นิติบุคคล ต้องมีหน้ามีหักและนำส่งภาษี หัก ณ ที่จ่าย บางกรณีดังนี้
1. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50 แห่งประมวลรัษฎากร
....มาตรา 50 ให้บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคลผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 หักภาษีเงินได้ไว้ทุกคราวที่จ่ายเงินได้พึงประเมินตามวิธีดังต่อไปนี้
....1.1 มาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร
.........“(1) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) ให้คูณเงินได้พึงประเมินที่จ่ายด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย เพื่อให้ได้จำนวนเงินเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปี แล้วคำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 เป็นเงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใดให้หารด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย ได้ผลลัพธ์เป็นเงินเท่าใดให้หักเป็นเงินภาษีไว้เท่านั้น
...............ถ้าการหารด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่ายตามความในวรรคก่อนไม่ลงตัว เหลือเศษเท่าใดให้เพิ่มเงินเท่าจำนวนที่เหลือเศษนั้นรวมเข้ากับเงินภาษีที่จะต้องหักไว้ครั้งสุดท้ายในปีนั้น เพื่อให้ยอดเงินภาษีที่หักรวมทั้งปีเท่าจำนวนภาษีที่จะต้องเสียทั้งปี
...............ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) ซึ่งเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน ซึ่งได้คำนวณจ่ายจากระยะเวลาที่ทำงาน และได้จ่ายตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด ให้คำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48(5) เป็นเงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใดให้หักเป็นเงินภาษีไว้เท่านั้น
...............ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) นอกจากที่ระบุไว้ในวรรคสาม ที่จ่ายให้แก่ผู้รับซึ่งมิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย ให้คำนวณหักในอัตราร้อยละ 15.0 ของเงินได้”
.... 1.2 มาตรา 50 (2) แห่งประมวลรัษฎากร
.........“(2) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (3) และ (4) ให้คำนวณหักตามอัตราภาษีเงินได้ เว้นแต่
...............(ก) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (3) และ (4) นอกจากที่ระบุไว้ใน (ข)(ค)(ง) และ (จ) ที่จ่ายให้แก่ผู้รับซึ่งมิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย ให้คำนวณหักในอัตราร้อยละ 15.0 ของเงินได้
...............(ข) ในกรณีเงินได้พึงประเมินที่ระบุในมาตรา 48 (3) (ก) และ(ค) ให้คำนวณหักในอัตราร้อยละ 15.0 ของเงินได้ (ไม่ต้องหัก)
...............(ค) ในกรณีเงินได้พึงประเมินที่ระบุในมาตรา 48 (3) (ข) ให้ถือว่าผู้ออกตั๋วเงิน ผู้ออกตราสารแสดงสิทธิในหนี้ หรือนิติบุคคลผู้โอนตั๋วเงินหรือตราสารดังกล่าว ให้แก่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้ตามส่วนนี้เป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมิน และให้เรียกเก็บภาษีเงินได้จากผู้มีเงินได้ ในอัตราร้อยละ 15.0 ของเงินได้ และให้ถือว่าภาษีที่เรียกเก็บนั้นเป็นภาษีที่หักไว้ (ไม่ต้องหัก)
...............(ง) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(4) (ก) ที่มิได้ระบุใน (ข) และ (ค) แห่งมาตรานี้ ถ้าผู้จ่ายเงินได้มิใช่เป็นนิติบุคคล และจ่ายให้แก่ผู้รับซึ่งเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย ไม่ต้องหักภาษีตามมาตรานี้
...............(จ) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(4) (ข) ให้คำนวณหักในอัตราร้อยละ 10.0 ของเงินได้ (ไม่ต้องหัก)
...............(ฉ) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ซ) และ (ฌ) ให้คำนวณหักในอัตราร้อยละ 15.0 ของเงินได้”
.... 1.3 มาตรา 50 (3) แห่งประมวลรัษฎากร
.........“(3) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(5) และ (6) ที่จ่ายให้แก่ผู้รับซึ่งมิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย ให้คำนวณหักในอัตราร้อยละ 15.0 ของเงินได้”
.... 1.4 มาตรา 50 (5) และ (6) แห่งประมวลรัษฎากร
.........“(5) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) เฉพาะที่จ่ายให้แก่ผู้รับซึ่งขายอสังหาริมทรัพย์ ให้คำนวณหักดังต่อไปนี้
...............(ก) สำหรับอสังหาริมทรัพย์อันเป็นมรดกหรืออสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับจากการให้โดยเสน่หา ให้คำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 (4) (ก) เป็นเงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใด ให้หักเป็นเงินภาษีไว้เท่านั้น
...............(ข) สำหรับอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยทางอื่นนอกจาก (ก) ให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา แล้วคำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 (4) (ข) เป็นเงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใด ให้หักเป็นเงินภาษีไว้เท่านั้น
.........(6) ในกรณีการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์โดยไม่มีค่าตอบแทนให้ถือว่าผู้โอนเป็นผู้จ่ายเงินได้ โดยให้ผู้โอนหักภาษีตามเกณฑ์ใน (5) เว้นแต่กรณีการโอนให้แก่บุตรชอบด้วยกฎหมายซึ่งไม่รวมถึงบุตรบุญธรรม ให้ผู้โอนหักภาษีไว้ร้อยละ ๕ ของเงินได้เฉพาะในส่วนที่เกินยี่สิบล้านบาท”
2. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่ายตามมาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฎากร และคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 ดังนี้
....2.1 ตามข้อ 9 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 ดังนี้
.........“ข้อ 9 ให้บุคคล บริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากรให้แก่ผู้รับซึ่งเป็น
.............(1) ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือภาษีเงินได้นิติบุคคลเฉพาะที่เป็นรางวัลในการประกวด การแข่งขัน การชิงโชค หรือการอื่นใดอันมีลักษณะทำนองเดียวกัน หักภาษี ณ ที่จ่าย โดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 5.0
.............(2) นักแสดงสาธารณะ
..................(ก) กรณีมีภูมิลำเนาอยู่ในต่างประเทศ หักภาษี ณ ที่จ่ายโดยคำนวณหักไว้ตามอัตราที่กำหนดในบัญชีอัตราภาษีเงินได้สำหรับบุคคลธรรมดา เว้นแต่นักแสดงสาธารณะที่เป็น นักแสดงภาพยนตร์หรือโทรทัศน์ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในต่างประเทศ เฉพาะกรณีที่มีการดำเนินการถ่ายทำ ภาพยนตร์หรือโทรทัศน์ในประเทศไทยโดยบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และได้รับอนุญาตให้ถ่ายทำในประเทศไทยจากคณะอนุกรรมการพิจารณาคำขออนุญาตถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย ตามระเบียบคณะกรรมการส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย ว่าด้วยการขออนุญาตถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย พ.ศ. 2544 หักภาษี ณ ที่จ่ายโดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 10.0”
..................(ข) กรณีนอกจาก (ก) หักภาษี ณ ที่จ่าย โดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 5.0
..................คำว่า “นักแสดงสาธารณะ” หมายความว่า นักแสดงละคร ภาพยนตร์ วิทยุและโทรทัศน์ นักร้อง นักดนตรี นักกีฬาอาชีพหรือนักแสดงเพื่อความบันเทิงใด ๆ”
....2.2 ตามข้อ 12 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 ดังนี้
.........“ข้อ 12 ให้บุคคล บริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินที่เป็นค่าจ้างทำของให้แก่ผู้รับจ้างซึ่งเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศประกอบกิจการในประเทศไทย โดยมิได้มีสำนักงานสาขาตั้งอยู่เป็นการถาวรในประเทศไทยหักภาษี ณ ที่จ่ายโดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 5.0”
....2.3 ตามข้อ 12/6 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 ดังนี้
.........“ข้อ 12/6 ให้บุคคล บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือ คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร เฉพาะที่เป็นการจ่ายเงินได้เพื่อซื้อเพชร พลอย ทับทิม มรกต บุษราคัม โกเมน โอปอล นิล เพทาย ไพฑูรย์ หยก ไข่มุก และอัญมณีที่มีลักษณะทำนองเดียวกัน เฉพาะที่ยังมิได้เจียระไน แต่ไม่รวมถึงสิ่งทำเทียม วัตถุดังกล่าวหรือที่ทำขึ้นใหม่ ให้แก่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาซึ่งมิใช่ห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลและมิได้เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ใช้สิทธิยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 311) พ.ศ. 2540 หักภาษี ณ ที่จ่าย โดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 1.0
.............ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับ สำหรับการจ่ายเงินได้เพื่อซื้อเพชร พลอย ทับทิม มรกต บุษราคัม โกเมน โอปอล นิล เพทาย ไพฑูรย์ หยก ไข่มุก และอัญมณีที่มีลักษณะทำนองเดียวกัน เฉพาะที่ยัง มิได้เจียระไน แต่ไม่รวมถึงสิ่งทำเทียมวัตถุดังกล่าวหรือที่ทำขึ้นใหม่ ให้แก่ผู้จ่ายเงินได้ซึ่งเป็นผู้ซื้อสินค้า ไปเพื่อการบริโภค โดยไม่มีวัตถุประสงค์ที่จะนำไปขายต่อ ทั้งนี้ สำหรับการจ่ายเงินได้พึงประเมินที่จ่ายตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2559 เป็นต้นไป”