แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภาษีมูลค่าเพิ่ม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภาษีมูลค่าเพิ่ม แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2562

บิลที่ได้รับมาจากทางร้านเป็นบิลเงินสดระบุที่อยู่ร้านและชื่อร้าน แต่ทางมหาวิทยาลัยบอกว่า บิลไม่ผ่าน โดยให้ไปขอให้ทางร้านที่ไปซื้อเขียนเลขบัตรประจำตัวประชาชนลงในบิลเงินสด

Inbox: ศุกร์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2562 เวลา 22:29 น.
คุณ Rattana Saosurin
สวัสดีค่ะ
พอดีทำโครงการแล้วต้องซื้อของโดยใช้งบจากทางมหาวิทยาลัย ซึ่งบิลที่ได้รับมาจากทางร้านเป็นบิลเงินสดระบุที่อยู่ร้านและชื่อร้าน แต่ทางมหาวิทยาลัยบอกว่า บิลไม่ผ่าน โดยให้ไปขอให้ทางร้านที่ไปซื้อเขียนเลขบัตรประจำตัวประชาชนลงในบิลเงินสด ในกรณีนี้ อยากทราบว่าการให้เขียนเลขบัตรประจำตัวประชาชนลงในบิลเงินสดนี้จำเป็นไหมคะ ไม่เข้าใจว่า ทำไมจะต้องเขียน แล้วถ้าเขียนเป็นเลขประจำตัวผู้เสียภาษีแทนจะได้ไหมคะ แล้วร้านค้าปกติ(ร้านขายอุปกรณ์เบเกอรี่)เขาจะมีเลขปนะจำตัวผู้เสียภาษีไหมคะ เพราะส่วนมากเขาจะไม่ให้เลขบัตรประชาชนค่ะ กังวลมากๆ ว่า บิลจะไม่ผ่านค่ะ
สุเทพ พงษ์พิทักษ์
วิสัชนา:
ตามมาตรา 105 และมาตรา 105 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร
....“มาตรา 105 ในกรณีต่อไปนี้ ผู้ขาย ผู้ให้เช่าซื้อ ผู้รับเงิน หรือผู้รับชำระราคาต้องออกใบรับให้แก่ผู้ซื้อ ผู้เช่าซื้อ ผู้จ่ายเงินหรือผู้ชำระราคา ในทันทีทุกคราวที่รับเงินหรือรับชำระราคาไม่ว่าจะมีการเรียกร้องให้ออกใบรับหรือไม่ก็ตาม
........(1) การรับเงินหรือรับชำระราคาจากการขายสินค้าหรือการให้บริการของผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามหมวด 4 และการรับเงินหรือรับชำระราคาจากการกระทำกิจการของผู้ประกอบกิจการที่จดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามหมวด 5 ซึ่งรวมเงินหรือราคาที่ได้รับชำระแต่ละครั้งเกินจำนวนเงินตามที่อธิบดีกำหนด แต่อธิบดีจะกำหนดเกินหนึ่งพันบาทไม่ได้
........(2) การรับเงินหรือรับชำระราคาในกรณีอื่นซึ่งรวมเงินหรือราคาที่ได้รับชำระแต่ละครั้งเกินจำนวนเงินตามที่อธิบดีกำหนด แต่อธิบดีจะกำหนดเกินหนึ่งหมื่นบาทไม่ได้
........ถ้าการรับเงินหรือรับชำระราคาในกรณีเดียวกันมีจำนวนเกินกว่าที่อธิบดีกำหนด ตาม (1) หรือ (2) แต่มีเงื่อนไขให้รับเงินหรือรับชำระราคาในภายหลังเป็นหลายงวด ให้ออกใบรับทุกคราวในทันทีที่รับเงินหรือรับชำระราคานั้น
........ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งได้ออกใบกำกับภาษีที่มีข้อความแสดงว่าได้รับเงินหรือรับชำระราคาแล้ว จะถือเอาใบกำกับภาษีนั้นเป็นใบรับที่ต้องออกตามมาตรานี้ก็ได้
มาตรานี้ไม่ใช้บังคับแก่การจำหน่ายแสตมป์อากร หรือแสตมป์อื่นของรัฐบาลที่ยังมิได้ใช้
(ดู ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับอากรแสตมป์ (ฉบับที่ 34) ประกอบ)
....มาตรา 105 ทวิ ในการออกใบรับ ให้ผู้มีหน้าที่ออกใบรับตามมาตรา 105 (1) หรือผู้มีหน้าที่ออกใบรับตามมาตรา 105 (2) เฉพาะผู้ซึ่งกระทำเป็นปกติธุระ ทำต้นขั้วหรือสำเนาใบรับ และเก็บต้นขั้วหรือสำเนาใบรับดังกล่าวไว้เป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปีนับแต่วันที่ออกใบรับ
........ถ้าปรากฏว่าการรับเงินหรือรับชำระราคาที่ต้องทำต้นขั้วหรือสำเนาใบรับตามวรรคหนึ่ง ไม่มีต้นขั้วหรือสำเนาใบรับ ให้สันนิษฐานว่าไม่ได้ออกใบรับ
........ใบรับและต้นขั้ว หรือสำเนาใบรับตามวรรคหนึ่ง อย่างน้อยต้องมีตัวเลขไทยหรืออารบิค และอักษรไทยให้ปรากฏข้อความต่อไปนี้
........(1) เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ออกใบรับ
........(2) ชื่อหรือยี่ห้อของผู้ออกใบรับ
........(3) เลขลำดับของเล่มและของใบรับ
........(4) วันเดือนปีที่ออกใบรับ
........(5) จำนวนเงินที่รับ
........(6) ชนิด ชื่อ จำนวนและราคาสินค้า ในกรณีการขายหรือให้เช่าซื้อสินค้า เฉพาะชนิดที่มีราคาตั้งแต่หนึ่งร้อยบาทขึ้นไป
........ในกรณีผู้ผลิต ผู้นำเข้าหรือผู้ขายส่ง ขายสินค้าให้แก่ผู้ซึ่งทำการค้าสินค้าประเภทเดียวกับสินค้าที่ขายนั้น ให้แสดงชื่อหรือยี่ห้อและที่อยู่ของผู้ซื้อไว้ในใบรับที่ต้องออกตามวรรคหนึ่งด้วยทุกคราวที่ได้รับชำระเงินหรือรับชำระราคา ข้อความในใบรับเช่นว่านี้ถ้าทำเป็นภาษาต่างประเทศให้มีภาษาไทยกำกับ
........ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่กิจการตามที่กำหนดในกฎกระทรวง”
(ดู กฎกระทรวง ฉบับที่ 141 (พ.ศ. 2521) ประกอบ)
(ดู ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับอากรแสตมป์ (ฉบับที่ 23) ประกอบ)
....ในปัจจุบันนับแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 เป็นต้นไป อธิบดีกรมสรรพากรได้ออกประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เรื่อง กำหนดให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล และผู้จ่ายเงินได้ซึ่งมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย มีและใช้เลขประจำตัวในการปฏิบัติการตามประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 3) ได้กำหนดว่า “กรณีผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่มีและใช้เลขประจำตัวประชาชนตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร ให้ใช้เลขประจำตัวประชาชนนั้นในการปฏิบัติการตามประมวลรัษฎากร โดยไม่ต้องยื่นคำร้องขอมีเลขประจำตัวและบัตรประจำตัวผู้เสียภาษีอากรตามแบบที่อธิบดีกำหนด”
ดังนั้น เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรสำหรับคนไทยทั่วไป ได้แก่ เลฃประจำตัวประชาชนตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร นั่นเอง และควรศึกษาบทบัญญัติมาตรา 105 และมาตรา 105 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร เพื่อนำไปชี้แจงผู้ออกใบเสร็จรับเงิน หรือบิลเงินสดให้เข้าใจต่อไปด้วยครับ

บริษัทจดทะเบียนในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ธุรกิจซื้อมาขายไป มีซื้อสินค้าจากประเทศจีน

Inbox: จันทร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2562 เวลา 22:57 น.
คุณ Rungtip Jiamphol
เรียนถาม อ.สุเทพ
บริษัทจดทะเบียนในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ธุรกิจซื้อมาขายไป มีซื้อสินค้าจากประเทศจีน ในวันที่ 15 ก.พ. นำเข้าสินค้ามีผ่านพิธีการศุลกากรและเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ต่อมากิจการได้นำเอกสารและใบเสร็จศุลกากร ไปยื่นแบบ ภ.พ.30 โดยใช้ยอดสินค้าและภาษีในเอกสารศุลกากรไปแสดงในแบบ ภ.พ.30 ยื่นในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป โดยไม่ได้ใช้แบบ ภ.พ.36 และราคาสินค้าและฐานภาษีปฏิบัติแบบนี้ถูกต้องไหม ทั้งนี้ การซื้อสินค้ายังไม่ได้จ่ายชำระเงินครบกำหนด 15 เม.ย. เพราะมีเครดิต 60 วัน
ขอบพระคุณอาจารย์สุเทพ มา ณ ที่นี้
สุเทพ พงษ์พิทักษ์
วิสัชนา:
กรณีบริษัทฯ เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ประกอบธุรกิจซื้อมาขายไป มีซื้อสินค้าจากประเทศจีน ในวันที่ 15 ก.พ. นำเข้าสินค้ามีผ่านพิธีการศุลกากรและเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ต่อมากิจการได้นำเอกสารและใบเสร็จศุลกากร ไปยื่นแบบ ภ.พ.30 โดยใช้ยอดสินค้าและภาษีในเอกสารศุลกากรไปแสดงในแบบ ภ.พ.30 ยื่นในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป โดยไม่ได้ใช้แบบ ภ.พ.36 นั้น
การนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ ให้ความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อชำระอากรขาเข้า ตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรตามมาตรา 78/2 (1) แห่งประมวลรัษฎากร โดยใช้ฐานภาษีตามมาตรา 79/2 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ดังนี้
....“มาตรา 79/2 ฐานภาษีสำหรับการนำเข้าสินค้า ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
........(1) ฐานภาษีสำหรับการนำเข้าสินค้าทุกประเภท ได้แก่ มูลค่าของสินค้านำเข้า โดยให้ใช้ราคา ซี.ไอ.เอฟ. ของสินค้าบวกด้วยอากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิต ตามที่กำหนดในมาตรา 77/1(19) ค่าธรรมเนียมพิเศษตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุนและภาษีและค่าธรรมเนียมอื่นตามที่จะได้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา
.............การนำเข้าสินค้าที่ผู้นำเข้าได้รับยกเว้นหรือลดหย่อนอากรขาเข้าตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุนหรือตามกฎหมายอื่น ให้นำอากรขาเข้าซึ่งได้รับยกเว้นหรือลดหย่อนดังกล่าวมารวมเป็นมูลค่าของฐานภาษี
.............ราคา ซี.ไอ.เอฟ. ได้แก่ราคาสินค้าบวกด้วยค่าประกันภัยและค่าขนส่งถึงด่านศุลกากรที่นำสินค้านั้นเข้าในราชอาณาจักร เว้นแต่
.............(ก) ในกรณีที่อธิบดีกรมศุลกากรประกาศให้ราคาในท้องตลาด สำหรับของประเภทใดประเภทหนึ่งที่ ต้องเสียอากรตามราคาเป็นรายเฉลี่ยตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากร ให้ถือราคานั้นเป็นราคาสินค้าในการคำนวณราคา ซี.ไอ.เอฟ.
.............(ข)ในกรณีที่เจ้าพนักงานศุลกากรได้ทำการประเมินราคาเพื่อเสียอากรขาเข้าใหม่ตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร ให้ถือราคานั้นเป็นราคาสินค้าในการคำนวณราคา ซี.ไอ.เอฟ.
และราคาสินค้าและฐานภาษีปฏิบัติแบบนี้ถูกต้องไหม ทั้งนี้ การซื้อสินค้ายังไม่ได้จ่ายชำระเงินครบกำหนด 15 เม.ย. เพราะมีเครดิต 60 วัน”
ดังนั้น บริษัทฯ ปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมายแล้ว แม้จะยังได้ชำระราคาสินค้า แต๋ก็สามารถใช้สิทธิในภาษีซื้อตามที่จ่ายให้แก่กรมศุลกากรได้

กรรมการบริษัทฯ ทำสัญญาเช่า Server จากต่างประเทศในนามของกรรมการเอง เพื่อมาใช้งานบริษัทฯ ในไทย อยากทราบถึงภาระภาษี

Inbox: ศุกร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2562 เวลา 10:40 น.
คุณ เจ แอนด์ ดับบลิว พรอสเพอริตี้
กราบเรียนสอบถาม ท่าน อ. คะ
กรรมการบริษัทฯ ทำสัญญาเช่า ในนามของกรรมการเอง เพื่อมาใช้งานบริษัทฯ ในไทย อยากทราบถึงภาระภาษีดังนี้
1. ภาษีเงินได้นิติบุคคล
2. ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย
3. ภาษีมูลค่าเพิ่ม
ขอบพระคุณอย่างสูงค่ะ
สุเทพ พงษ์พิทักษ์
วิสัชนา:
กรณีกรรมการบริษัทฯ ทำสัญญาเช่า Server จากต่างประเทศในนามของกรรมการเอง เพื่อมาใช้งานบริษัทฯ ในไทย เช่นนี้ บริษัทฯ ควรมีหนังสือมอบหมายให้กรรมการดำเนินการแทนบริษัทฯ ในนามของกรรมการ
1. กรณีภาษีเงินได้นิติบุคคล บริษัทฯ สามารถนำค่าเช่า Server มาถือเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ เพราะเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับการประกอบกิจการ เพียงแต่ต้องมีหลักฐานที่ชัดเจนตามข้อแนะนำข้างต้น
2. กรณีภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ต้องได้ทราบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่า ประเทศที่ตั้งของบริษัทผู้ให้เช่า Server ว่า เป็นประเทศใด มีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับประเทศไทยหรือไม่ และในอนุสัญญาภาษีซ้อนกำหนดให้สิทธิการเช่า เป็น “ค่าสิทธิ” (Royalty) หรือไม่
....(1) กรณีประเทศที่ตั้งของบริษัทผู้ให้เช่า Server ว่า เป็นประเทศที่มีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับประเทศไทย และในอนุสัญญาภาษีซ้อน “ไม่ได้” กำหนดให้สิทธิการเช่า เป็น “ค่าสิทธิ” (Royalty) ถือว่า ค่าเช่า Server เป็น “กำไรจากธุรกิจ” บริษัทฯ ไม่มีหน้าที่ต้องนำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคล ณ ที่จ่ายตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร เพราะตามอนุสัญญาภาษีซ้อนกำหนดให้ประเทศไทยสามารถจัดเก็บภาษีเงินได้จาก “กำไรจากธุรกิจ” ได้เฉพาะกรณีวิสาหกิจนั้น ประกอบกิจการผ่านสถานประกอบการถาวรในประเทศไทยเท่านั้น
....(2) กรณีประเทศที่ตั้งของบริษัทผู้ให้เช่า Server ว่า เป็นประเทศที่มีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับประเทศไทย และในอนุสัญญาภาษีซ้อน “ได้” กำหนดให้สิทธิการเช่า เป็น “ค่าสิทธิ” (Royalty) ให้บริษัทฯ คำนวณหักภาษีเงินได้นิติบุคคล ณ ที่จ่ายตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร ตามอัตราที่กำหนดในอนุสัญญาภาษีซ้อน แต่ไม่เกิน 15% ของเงินได้ แล้วนำส่งพร้อมทั้งยื่นแบบ ภ.ง.ด.54 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป
....(3) กรณีประเทศที่ตั้งของบริษัทผู้ให้เช่า Server ว่า เป็นประเทศที่ “ไม่มี” อนุสัญญาภาษีซ้อนกับประเทศไทย ให้บริษัทฯ คำนวณหักภาษีเงินได้นิติบุคคล ณ ที่จ่ายตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร ในอัตราที่ 15% ของเงินได้ แล้วนำส่งพร้อมทั้งยื่นแบบ ภ.ง.ด.54 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป
3. กรณีภาษีมูลค่าเพิ่ม เนื่องจากการเช่า Server ดังกล่าว เข้าลักษณะเป็นการให้บริการในต่างประเทศและได้มีการใช้บริการนั้นในประเทศไทย จึงเป็นกิจการทีอยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/2 วรรคสาม แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทฯ จึงมีหน้าที่ต้องยื่นแบบ ภ.พ.36 เพื่อนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม ในอัตรา 7.0% ของเงินได้ และนำส่งภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป ตามมาตรา 83/6 (2) แห่งประมวลรัษฎากร

สอบถามเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มดังนี้ค่ะ

Inbox: 11/10/2017 เวลา 14:19
คุณ Kes Chun
สวัสดีค่ะอาจารย์
ขอรบกวนสอบถามเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มดังนี้ค่ะ
ขอสอบถามว่า
1. บริษัทฯ จะออกใบกำกับภาษีขายเมื่อใด ระหว่างขายให้กับลูกค้าหรือได้รับเงินจากทางห้างฯ
2. บริษัทฯ มีการจ่ายค่าตอบแทนจากการขายให้กับทางห้าง 10 - 15% ทางห้างฯ จะหักออกจากเงินที่จะคืนให้กับทางบริษัทฯ หากบริษัทฯ ต้องออกใบกำกับภาษีขายให้กับทางห้างฯ ยอดเงินที่ออกใบกำกับภาษีจะต้องเป็นยอดก่อนหักค่าตอบแทน หรือหลังหักค่าตอบแทน ขอขอบคุณมากค่ะ
สุเทพ พงษ์พิทักษ์
วิสัชนา:
กรณีบริษัทฯ เป็นผู้ประกอบการขายผัดไทเช่าพื้นที่ในศูนย์อาหารของคิงส์ พาวเวอร์ ซึ่งการขายในแต่ละครั้งที่ลูกค้ามาซื้อจะได้รับเป็นคีย์การ์ด /คูปอง (ซึ่งไม่ได้รับเงินสดโดยตรงจากลูกค้า) เงินดังกล่าวจะไปอยู่กับทางห้างฯ ซึ่งทางห้างฯ จะเคลียร์เงินดังกล่าวให้ทุก 15 วัน โดยบริษัทฯ มีการจ่ายค่าตอบแทนจากการขายให้กับทางห้าง 10 - 15% ทางห้างฯ จะหักออกจากเงินที่จะคืนให้กับทางบริษัทฯ นั้น
ขอเรียนว่า ข้อเท็จจริงตามที่แจ้งไปนั้น ยังไม่ครบถ้วน ในส่วนของข้อตกลงระหว่างบริษัทฯ ก้บห้างฯ ว่า ผู้ใดเป็นผู้ที่ประกอบกิจการจำหน่ายอาหารให้แก่ลูกค้าผู้บริโภค จึงต้องขอตอบแยกเป็นสองกรณี (เหนื่อยมากขึ้น โดยไม่จำเป็น!!! หรือจำเป็นสำหรับเพื่อนท่านอื่น 555)
กรณีที่หนึ่ง ห้างฯ เป็นผู้จำหน่ายอาหารให้แก่ลูกค้าผู้บริโภค เท่ากับ
....(1) บริษัทฯ เป็นผู้ขายอาหารให้แก่ห้างฯ เช่นนี้ ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นในทันทีที่ส่งมอบอาหารให้แก่ห้างฯ ตามราคาที่ตกลงกัน คือราคาสุทธิหลังจากหักค่าตอบแทนจากการขาย
.........แต่ประเด็นปัญหา คือ ห้างฯ จะเคลียร์เงินดังกล่าวให้ทุก 15 วัน แต่ความรับผิดเกิดขึ้นทุกวัน ซึ่งตามข้อ 1 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 86/2542 แก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป. 155/2560 ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2560 เป็นต้นไป วางแนวทางปฏิบัติกำหนดยอมให้สามารถจัดทำใบกำกับภาษีรวมเพียงครั้งเดียวในหนึ่งวันทำการสำหรับการขายสินค้าชนิดและประเภทเดียวกันให้แก่ผู้ซื้อสินค้ารายหนึ่งรายใดเป็นจำนวนหลายครั้งในหนึ่งวันทำการได้ ดังนี้
.........“ข้อ 1 ผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งต้องจัดทำใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/4 และหรือมาตรา 86/5 แห่งประมวลรัษฎากร เฉพาะที่มีลักษณะเป็นแบบเต็มรูปจะต้องจัดทำใบกำกับภาษีทุกครั้งที่ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น เว้นแต่ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ขายสินค้า หรือให้บริการพร้อมกับการชำระราคาค่าบริการ โดยเป็นการขายสินค้าหรือให้บริการชนิดและประเภทเดียวกันให้แก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการรายหนึ่งรายใดเป็นจำนวนหลายครั้งในหนึ่งวันทำการ ผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าวสามารถจัดทำใบกำกับภาษีรวมเพียงครั้งเดียวในหนึ่งวันทำการสำหรับผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการรายนั้นก็ได้”
.........ดังนั้น ในกรณีนี้ บริษัทฯ มีหน้าที่ต้องออกใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากรให้แก่ห้างฯ ทุกวันตามมูลค่าที่ตกลงกัน (สุทธิหลังหักค่าตอบแทน) และบันทึกรายงานภาษีขาย นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีหน้าที่ต้องจัดทำรายงานสินค้าและวัตถุดิบด้วย
....(2) บริษัทฯ เป็นผู้รับจ้างปรุงหรือประกอบอาหารให้แก่ห้างฯ เช่นนี้ ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระราคาค่าบริการจากห้างฯ
.........ดังนั้น ในกรณีนี้ บริษัทฯ มีหน้าที่ต้องออกใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากรให้แก่ห้างฯ เมื่อได้รับชำระค่าบริการทุก 15 วันตามมูลค่าที่ตกลงกัน (สุทธิหลังหักค่าตอบแทน) และบันทึกรายงานภาษีขาย โดยบริษัทฯ ไม่มีหน้าที่ต้องจัดทำรายงานสินค้าและวัตถุดิบ
กรณีที่สอง บริษัทฯ เป็นผู้จำหน่ายอาหารให้แก่ลูกค้า ให้จัดทำคูปองเป็นใบกำกับภาษีอย่างย่อแล้ว บริษัทฯ จึงไม่ต้องออกใบกำกับภาษีให้แก่ลูกค้า เพียงแต่รวบรวมยอดขายในแต่ละวันมาบันทึกรายงายภาษีขาย เช่นเดียวกับกิจการ “ภัตตาคาร” โดยต้องรับรู้รายได้เต็มมูลค่าอาหารที่ได้รับคูปอง/คีย์การ์ดจากลูกค้า และห้างฯ มีหน้าที่ต้องออกใบกำกับภาษีให้แก่บริษัทฯ ทุก 15 วัน ตามจำนวนที่ตกลงกัน
ต้องขอโทษที่ตอบปัญหาให้ล่าช้าไปมาก คงจะได้คำตอบจากแหล่งอื่นแล้ว เป็นเพราะก่อนหน้านี้ ไม่ทราบว่ามีการถามทางช่องทาง Inbox รวมทั้งประกาศว่า ไม่รับตอบปัญหาทางข่องทาง Inbox เนื่องจาก low tech ไม่เชี่ยวชาญ แต่กว่าจะได้เรียนรู้ จึงทำให้เกิดความล่าช่าดังกล่าว

บ. จ่ายเงินค่าทำตลาดให้บริษัทแม่ที่ประเทศสิงคโปร์ต้องหักณที่จ่ายและยืน 36 หรือป่าวคะ

Inbox: พุธที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2562 เวลา 20:52 น.
คุณ Muk Sukonrat
เรียนอาจารย์
บ. จ่ายเงินค่าทำตลาดให้บริษัทแม่ที่ประเทศสิงคโปร์ต้องหักณที่จ่ายและยืน 36 หรือป่าวคะ
สุเทพ พงษ์พิทักษ์
วิสัชนา:
เนื่องจากค่าจ้างทำการตลาด เข้าลักษณะเป็น “กำไรจากธุรกิจ” ตามข้อ 7 แห่งความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์ และรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย เพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อน และการป้องกันการเลี่ยงรัษฎากร ในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้ (อนุสัญญาภาษีซ้อน ไทย - สิงคโปร์) ซึ่งยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่บริษัทในประเทศสิงคโปร์ หากบริษัทแห่งประเทศสิงคโปร์ มิได้กระทำกิจการผ่านสถานประกอบการถาวรในประเทศไทย
ดังนั้น เมื่อบริษัทฯ จ่ายค่าทำการตลาดไปยังประเทศสิงคโปร์ จึงไม่มีหน้าที่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้นิติบุคคล ณ ที่จ่าย (ภ.ง.ด.54) ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร และหากการทำการตลาดดังกล่าว เป็นการหาลูกค้าในต่างประเทศ เข้าลักษณะเป็นการให้บริการในต่างประเทศ และได้ใช้บริการในต่างประเทศ บริษัทฯ จึงไม่มีหน้าที่ต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.36) ตามมาตรา 83/6 (2) แห่งประมวลรัษฎากร

ขายสินค้าออนไลน์ ขายสินค้ารวม VAT ที่ราคา 1,000 บาท และคิดค่าขนส่ง 50 บาท รวมเก็บเงินลูกค้า 1050 บาท VAT เพื่อยื่นสรรพากร = 1,050*7/107=68.69 บาท ได้หรือไม่คะ

คุณ Dudee Methira (5 เมษายน พ.ศ. 2562 เวลา 16:59 น.)
อาจารย์คะ ขอสอบถาม เกี่ยวกับการขายสินค้าออนไลน์
ถ้าเราขายสินค้ารวม VAT ที่ราคา 1,000 บาท และคิดค่าขนส่ง 50 บาท รวมเก็บเงินลูกค้า 1050 บาท VAT เพื่อยื่นสรรพากร = 1,050*7/107=68.69 บาท ได้หรือไม่คะ
ขอบพระคุณค่ะ
สุเทพ พงษ์พิทักษ์
วิสัชนา:
ถูกต้องแล่วครับ ทำได้เลยครับ

เปิดบริษัทใหม่ ธุรกิจร้านสะดวกซัก จดทะเบียนนิติบุคคล จดภาษีมูลค่าเพิ่ม อยากทราบกรณี ออกใบกำกับภาษีมีแนวทางต้องออกแบบไหน และรายงานภาษีขายจะลงชื่อผู้รับบริการเป็นอะไรได้บ้างค่ะ

Inbox: อังคารที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2562 เวลา 09:10 น.
คุณ Sugon Too Sugon Wansa
สวัสดีค่ะอาจารย์
เรียน สอบถามค่ะ
....เปิดบริษัทใหม่ ธุรกิจร้านสะดวกซัก จดทะเบียนนิติบุคคล จดภาษีมูลค่าเพิ่ม อยากทราบกรณี ออกใบกำกับภาษีมีแนวทางต้องออกแบบไหน และรายงานภาษีขายจะลงชื่อผู้รับบริการเป็นอะไรได้บ้างค่ะ
สุเทพ พงษ์พิทักษ์
วิสัชนา:
กรณีบริษัทฯ เปิดใหม่ ประกอบกิจการ “สะดวกซัก” จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เช่นนี้ เข้าลักษณะเป็นการให้บริการรายย่อยแก่บุคคลจำนวนมากตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 32) เรื่อง กำหนดลักษณะและเงื่อนไขของการประกอบกิจการขายสินค้าในลักษณะ ขายปลีกหรือประกอบกิจการให้บริการในลักษณะบริการรายย่อยแก่บุคคลจำนวนมาก ให้เป็นกิจการค้าปลีกตามมาตรา 86/6 แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2535
1. บริษัทฯ มีสิทธิออกใบกำกับภาษีอย่างย่อ ตามมาตรา 86/6 แห่งประมวลรัษฎากร เว้นแต่ ผู้รับบริการเรียกร้องใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทฯ ก็ต้องจัดทำใบกำกับภาษีและสำเนาใบกำกับภาษี ซึ่งมีรายการครบถ้วนตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร สำหรับการการให้บริการทุกครั้งที่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการเรียกร้อง พร้อมทั้งส่งมอบใบกำกับภาษีดังกล่าว ให้แก่ผู้ผู้รับบริการ
2. การลงรายการในรายงาน
....(1) กรณีออกใบกำกับภาษีอย่างย่อตามมาตรา 86/6 แห่งประมวลรัษฎากร และใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/5 แห่งประมวลรัษฎากรที่ไม่มีลักษณะเป็นใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป ทุกครั้งที่ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น ให้ลงรายการเฉพาะมูลค่าสินค้าหรือบริการและจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มทั้งหมดต่อวันที่ได้รับหรือพึงได้รับ ซึ่งเกิดจากใบกำกับภาษีอย่างย่อตามมาตรา 86/6 แห่งประมวลรัษฎากร และใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/5 แห่งประมวลรัษฎากรที่ไม่มีลักษณะเป็นใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปนั้น และให้ลงรายการภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ระบุไว้ในใบกำกับภาษีอย่างย่อหรือใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/5 แห่งประมวลรัษฎากร โดยจะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขดังต่อไปนี้
........(ก) ไม่ต้องระบุชื่อผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการและรายการสินค้าหรือบริการ และต้องแยกจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มออกจากมูลค่าสินค้าหรือบริการ โดยจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มต้องสัมพันธ์กับมูลค่าสินค้าหรือบริการ
........(ข) กรณีจัดทำใบกำกับภาษีอย่างย่อเป็นเล่ม ให้ลงรายการมูลค่าสินค้าหรือบริการที่เป็นยอดรวมแต่ละยอดตามใบกำกับภาษีอย่างย่อ โดยระบุในช่อง เลขที่/เล่มที่ ของใบกำกับภาษี ว่า “ เล่มที่... เลขที่...ถึงเลขที่...”
........(ค) กรณีจัดทำใบกำกับภาษีอย่างย่อโดยไม่ได้ออกเป็นเล่ม ให้ลงรายการมูลค่าสินค้าหรือบริการที่เป็นยอดรวมแต่ละยอดตามใบกำกับภาษีอย่างย่อ โดยระบุในช่องเลขที่/เล่มที่ ของใบกำกับภาษี ว่า “ เลขที่...ถึงเลขที่...”
....(2) กรณีต้องจัดทำใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร เฉพาะที่มีลักษณะเป็นใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป ทุกครั้งที่ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น ให้ลงรายการตามมูลค่าสินค้าหรือบริการและจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ได้รับหรือพึงได้รับซึ่งเกิดจากใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/4 หรือใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/5 แห่งประมวลรัษฎากรเฉพาะที่มีลักษณะเป็นใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป เป็นรายใบกำกับภาษี และให้ลงรายการภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ระบุไว้ในใบกำกับภาษี
....ทั้งนี้ ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 89)

หจก.ฯ ประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายคอนกรีตผสมเสร็จ ในกรณีที่กิจการนำคอนกรีตผสมเสร็จมาใช้เพื่อประโยชน์ของกิจการ ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มไหมคะ

Inbox: พุธที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2562 เวลา 08:55 น.
คุณ Uraiporn Onthien
สวัสดีค่ะ อ.สุเทพ ขออนุญาตสอบถามค่ะ
หจก.ฯ ประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายคอนกรีตผสมเสร็จ ในกรณีที่กิจการนำคอนกรีตผสมเสร็จมาใช้เพื่อประโยชน์ของกิจการ ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มไหมคะ
ขอบคุณค่ะ
สุเทพ พงษ์พิทักษ์
วิสัชนา:
กรณี หจก.ฯ ประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายคอนกรีตผสมเสร็จ ในกรณีที่กิจการนำคอนกรีตผสมเสร็จมาใช้เพื่อประโยชน์ของกิจการ นั้น
1. หากห้างฯ นำไปใช้ในกิจการที่ไม่อยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ห้างฯ ต้องนำมูลค่าของคอนกรีตผสมเสร็จไปถือรวมเป็นมูลค่าของฐานภาษีตามมาตรา 77/1 (8)(ง) แห่งประมวลรัษฎากร
2. แต่หากห้างฯ นำไปใช้ในกิจการที่อยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ห้างฯ ก็ไม่ต้องนำมูลค่าของคอนกรีตผสมเสร็จไปถือรวมเป็นมูลค่าของฐานภาษีตามมาตรา 77/1 (8)(ง) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 1 ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 1) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการนำสินค้าไปใช้เพื่อการประกอบกิจการของตนเองโดยตรง ตามมาตรา 77/1 (8)(ง) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2534 ดังนี้
....“ข้อ 1 ผู้ประกอบการจดทะเบียนนำสินค้านั้นไปใช้ในการผลิตสินค้าการให้บริการ การบริหารงานของกิจการ หรือเพื่อประโยชน์ของทรัพย์สินที่มีไว้ในการประกอบกิจการของตนเอง ทั้งนี้ ต้องเป็นการใช้ในกิจการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม
........สินค้าตามวรรคหนึ่งต้องมิใช่รถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน10 คนตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตและสินค้าหรือบริการที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ดังกล่าว แต่ไม่รวมถึงการนำรถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน ไปไว้ในสถานแสดงรถยนต์เพื่อขาย”

บริษัทฯ ทำธุกิจขายรถแทรกเตอร์ โดยมีการขายรถ ถ้าขายเงินสด ทางบริษัทฯ จะดำเนินการเอง ยกเว้นแต่จะมีในส่วนของเรื่องการจดทะเบียน เท่านั้นที่ทางบริษัท จ้างบริษัทอื่นดำเนินการให้ ซึ่งค่าจดทะเบียนทางบริษัทฯ รับจากลูกค้า 3,500 บาท แต่ทางเรานำไปจ้างดำเนินการ จ่ายเพียงครึ่งของเงินที่ได้รับมา บริษัทฯ ต้องรับรู้รายได้ เสีย 7% ไหมคะ

Inbox: พุธที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2562 เวลา 10:58 น.
คุณ Waranya Aor
เรียน สอบถามอาจารย์คะ
บริษัทฯ ทำธุกิจขายรถแทรกเตอร์ โดยมีการขายรถผ่านไฟแนนท์ และเงินสด กรณีขายผ่านไฟแนนท์ ทางไฟแนนท์จะดำเนินการให้ทุกอย่าง แต่ถ้าขายเงินสด ทางบริษัทฯ จะดำเนินการเอง ยกเว้นแต่จะมีในส่วนของเรื่องการจดทะเบียน เท่านั้นที่ทางบริษัท จ้างบริษัทอื่นดำเนินการให้ ซึ่งค่าจดทะเบียนทางบริษัทฯ รับจากลูกค้า 3,500 บาท แต่ทางเรานำไปจ้างดำเนินการ จ่ายเพียงครึ่งของเงินที่ได้รับมาอยากทราบว่า
1. ผลต่างครึ่งหนึ่งที่เหลือทางบริษัทฯ ต้องรับรู้รายได้ เสีย 7% ไหมคะ
2. ค่าบริการดังกล่าวใบเสร็จออกในนามลูกค้า แต่ทางบริษัทเป็นคนจ่ายเงินลงเป็นค่าใช้บริษัทฯ ไม่ได้ต้องห้ามอย่างเดียวใช่ไหมคะ เพราะก่อนหน้านั้นตอนที่เรารับเงินจากลูกค้ามาไม่ได้บันทึกสำรองเงินที่ได้รับจากลูกค้าไว้คะ หรืออาจจะบันทึกเป็นของแถมไปแล้วในงวดบัญชีก่อนๆ ซึ่งความจริงแล้วต้องตั้งสำรองรับจากลูกค้าแล้วทำการจ่ายออกไป
สุเทพ พงษ์พิทักษ์
วิสัชนา:
กรณีบริษัทฯ ทำธุกิจขายรถแทรกเตอร์ โดยมีการขายรถผ่านไฟแนนท์ และเงินสด กรณีขายผ่านไฟแนนท์ ทางไฟแนนท์จะดำเนินการให้ทุกอย่าง แต่ถ้าขายเงินสด ทางบริษัทฯ จะดำเนินการเอง ยกเว้นแต่จะมีในส่วนของเรื่องการจดทะเบียน เท่านั้นที่ทางบริษัท จ้างบริษัทอื่นดำเนินการให้ ซึ่งค่าจดทะเบียนทางบริษัทฯ รับจากลูกค้า 3,500 บาท แต่ทางเรานำไปจ้างดำเนินการ จ่ายเพียงครึ่งของเงินที่ได้รับมา
ค่าบริการดังกล่าวใบเสร็จออกในนามลูกค้า แต่ทางบริษัทเป็นคนจ่ายเงินลงเป็นค่าใช้บริษัทฯ ไม่ได้ต้องห้ามอย่างเดียวใช่ไหมคะ เพราะก่อนหน้านั้นตอนที่เรารับเงินจากลูกค้ามาไม่ได้บันทึกสำรองเงินที่ได้รับจากลูกค้าไว้คะ หรืออาจจะบันทึกเป็นของแถมไปแล้วในงวดบัญชีก่อนๆ ซึ่งความจริงแล้วต้องตั้งสำรองรับจากลูกค้าแล้วทำการจ่ายออกไป นั้น
กรณีเช่นนี้ บริษัทฯ ต้องรับรู้รายได้ และนำไปถือรวมเป็นฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม จากยอด 3,500 บาท ทั้งจำนวน

ขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีไม่ได้จ่ายเช็คจากบริษัทฯ แต่ให้บริษัทแม่ออกเช็คแทนไปก่อนเนื่องจากยังกู้เงินจากธนาคารไม่ได้

Inbox: ศุกร์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2562 เวลา 17:59 น.
คุณ ขวัญ ข้าว
เรียน อ. สุเทพ
เรื่อง ขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีไม่ได้จ่ายเช็คจากบริษัทฯ แต่ให้บริษัทแม่ออกเช็คแทนไปก่อนเนื่องจากยังกู้เงินจากธนาคารไม่ได้
บริษัท T ประกอบธุรกิจโรงงานผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อจำหน่ายให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และได้รับโอนสิทธิในสัมปทานการผลิตและซื้อขายไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในระยะเวลากระทันหัน ประกอบกับบริษัท T ยังไม่ได้รับการอนุมัติวงเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน จึงทำให้บริษัท T มีเงินทุนหมุนเวียนในการชำระค่าจ้างงานไม่เพียงพอ และเพื่อให้โครงการสัมปทานกับภาครัฐมีการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องไม่ถูกปรับเพราะเหตุล่าช้า เมื่อการจ้างงานต่างๆ ถึงกำหนดชำระ และบริษัท T ไม่มีเงินในบัญชีเพียงพอ บริษัท T จึงต้องขอให้บริษัทแม่ในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัทช่วยออกเช็คชำระเงินให้ ผู้รับเหมา ค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม ค่าอากร ในการนำเข้าสินค้าต่างๆ และต่อมาเมื่อบริษัท T สามารถเบิกเงินกู้ได้ จึงมีการจ่ายชำระหนี้ให้บริษัทแม่ทั้งหมดที่สำรองจ่ายให้
บริษัท T ได้รับใบกำกับภาษีดังกล่าวจาก ผู้รับเหมา กรมศุลกากร และได้นำภาษีซื้อไปขอคืนเป็นเงินสดเนื่องจากช่วงเวลานี้ยังไม่มีรายได้จากการจำหน่ายกระแสไฟฟ้าทำให้มีภาษีชำระเกินมูลค่าสูง
ต่อมาเจ้าหน้าที่ของกรมสรรพากร แจ้งกับทางบริษัท T ว่า ใบกำกับภาษีซื้อนี้ไม่สามารถขอคืนได้เนื่องจาก ไม่ได้จ่ายเช็คค่าสินค้า ค่าภาษีต่างๆ ออกจากบริษัท T จึงไม่คืนภาษีให้ และได้อ้างถึงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5570/2548 และ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5672/2548 ซึ่งบริษัทฯเห็นว่าคำพิพากษาทั้ง 2 ฉบับนี้แตกต่างจากกรณีของบริษัท T อย่างสิ้นเชิง เพราะการจ่ายเงินของบริษัท T จ่ายตามสัญญาจัดซื้อจัดจ้าง และกรณีของการจ่ายเงินให้กรมศุลกากร ก็มีหลักฐานการจ่ายเช็คเป็นแคชเชียเช็คสั่งจ่ายกรมศุลกากรโดยบริษัทฯ ถึงแม้จะจ่ายเช็คจากบริษัทแม่ก็ตาม
จึงเรียนมาเพื่อปรึกษา อาจารย์ว่ากรณีที่บริษัท T ให้บริษัทแม่จ่ายเช็คให้ ผู้รับเหมา กรมศุลกากร แทนนั้นใบกำกับภาษีที่ผู้รับเหมา และกรมศุลกากรออกให้บริษัท T นั้นสามารถขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มได้หรือไม่ และ รบกวนขอกฎหมายอ้างอิงด้วยนะคะเพื่อจะได้นำไปใช้อ้างอิงกับเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรต่อไป
สุเทพ พงษ์พิทักษ์
วิสัชนา:
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5570/2548
....“ผู้ขายสินค้าให้โจทก์คือ ย. ซึ่งเป็นผู้ประกอบการรายหนึ่ง มิใช่ห้างหุ้นส่วนทั้งสามซึ่งเป็นผู้ออกใบกำกับภาษีพิพาท หากสินค้าที่ ย. นำมาส่งมอบให้โจทก์เป็นสินค้าที่ ย. ซื้อจากห้างทั้งสามนั้นจริง ใบกำกับภาษีที่ห้างดังกล่าว ออกให้ก็ต้องระบุชื่อ ย. เป็นผู้ซื้อมิใช่ระบุชื่อโจทก์ เมื่อโจทก์มิได้เป็นผู้ซื้อสินค้าจากห้างดังกล่าว โจทก์ย่อมไม่อาจนำใบกำกับภาษีที่ออกโดยห้างดังกล่าวมาใช้ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มของโจทก์
....การพิสูจน์ว่ามีการซื้อสินค้าและชำระราคาจริง และพิสูจน์ตัวผู้รับเงินนั้น ต้องเป็นการพิสูจน์ว่ามีการซื้อสินค้าและชำระราคาให้แก่ผู้ออกใบกำกับภาษีตามรายการที่ปรากฏในใบกำกับภาษีนั้นจริง มิใช่ซื้อสินค้าและชำระราคาแก่ผู้ประกอบการรายหนึ่ง แต่ผู้ออกใบกำกับภาษีเป็นผู้ประกอบการอีกรายหนึ่ง ใบกำกับภาษีพิพาทจึงเป็นใบกำกับภาษีที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นใบกำกับภาษีปลอม”
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5672/2548
....“โจทก์ซื้อน้ำมันและชำระค่าน้ำมันแก่นางจรรยาแล้ว นางจรรยานำไปชำระแก่ผู้ขายอีกทอดหนึ่ง บางครั้งโจทก์ชำระราคาไม่ครบ นางจรรยาจะออกแทนในส่วนที่ยังขาดอยู่ไปก่อนแล้วโจทก์ชำระให้นางจรรยาตามหลังจนครบ นางจรรยาจึงเป็นผู้รับผิดชอบในการชำระราคาค่าน้ำมันต่อผู้ขายหาใช่โจทก์ไม่ แสดงว่านางจรรยาซื้อน้ำมันจากผู้ออกใบกำกับภาษีแล้วนำมาขายให้แก่โจทก์ หาใช่โจทก์เป็นผู้ซื้อน้ำมันจากผู้ออกใบกำกับภาษีไม่ ดังนั้น ใบกำกับภาษีดังกล่าวจึงออกโดยผู้ที่มิได้ขายน้ำมันให้แก่โจทก์โดยตรง การที่ใบกำกับภาษีดังกล่าวระบุชื่อโจทก์เป็นลูกค้าหรือผู้ซื้อจึงไม่ถูกต้องตรงกับความเป็นจริง ถือได้ว่าเป็นใบกำกับภาษีปลอม จึงเป็นกรณีที่โจทก์นำใบกำกับภาษีปลอมมาใช้ในการคำนวณภาษี”
พิจารณาตามข้อเท็จจริงที่แจ้งไปนั้น เห็นว่า
1. บริษัท T ประกอบกิจการโรงงานผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อจำหน่ายให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ซึ่งองค์การของรัฐบาล มีสัญญาปรากฏโดยชัดแจ้ง และเป็นโครงการใหญ่ ที่มีกำหนดเวลาบังคับ ที่จะทำให้บริษัทฯ ไม่อาจกระทำการใดๆ ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อทางราชการ ประกอบกับสัญญามีกำหนดเวลายาวนาน ที่ทางราชการสามารถตรวจสอบได้ตลอดระยะเวลา ถึงคุณสมบัติของบริษัท T ซึ่งย่อมต้องได้รับการกลั่นกรองจากองค์การของรัฐบาลมาแล้วชั้นหนึ่งที่จะเป็นคู่สัญญากับทางราชการ รวมทั้งเจตนารมณ์ของบริษัทฯ ที่ดำเนินธุรกิจมาโดยสุจริตเป็นที่ตั้ง
2. เหตุผลความจำเป็นทางการเงิน ตามที่ข้อเท็จจริงกล่าวอ้าง หากมีหลักฐานพิสูจน์ให้เห็นได้ว่าเป็นจริงตามนั้น ก็เป็นเครื่องยืนยันความสุจริต การกู้ยืมเงินจากบริษัทแม่ ถือเป็นเหตุการณ์ปกติทั่วไปในการดำเนินธุรกิจ โดยมีการบันทึกรายการทางบัญชีไว้ตามหลักการบัญชีที่รับรองทั่วไป แสดงให้เห็นว่า บริษัทฯ ได้กู้ยืมเงินจากบริษัทแม่มาเพื่อใช้ในการประกอบธุรกิจจริง
3. หากบริษัท T เป็นผู้สำแดงใบขนสินค้าขาเข้าโดยถูกต้องตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร หาใช่บริษัทแม่เป็นผู้ดำเนินการนำเข้า กรรมสิทธิ์ในสินค้าที่นำเข้าย่อมเป็นของบริษัทฯ ในอันที่จะมาใช้ในการดำเนินกิจการตามสัญญาสัมปทานกับองค์การของรัฐบาล อันเป็นภาครัฐ หาใช่ของบริษัทแม่ที่เป็นผู้จ่ายแคชเชียร์เช็ดแต่อย่างใด ถือได้ว่า กรมศุลกากรได้รับเงินค่าอากรขาเข้า และภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยถูกต้อง และได้ออกหลักฐานใบเสร็จรับเงิน ซึ่งถือเป็นใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/14 แห่งประมวลรัษฎากร โดยชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นสาระสำคัญ มากกว่าที่พิจารณาถึงวิธีการจ่ายค่าภาษีอากรดังกล่าว บริษัทฯ จึงย่อมมีสิทธินำภาษีมูลค่าเพิ่มตามหลักฐานใบเสร็จรับเงินดังกล่าว ไปถือเป็นภาษีซื้อเครดิตหักออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องเสีย ตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร หาใช่ภาษีซื้อต้องห้ามตามมาตรา 82/5 แห่งประมวลรัษฎากร และมิใช่ใบกำกับภาษีปลอมตามมาตรา 89 (7) แห่งประมวลรัษฎากร แต่อย่างใด
4. เช่นเดียวกับข้อ 3 หากสัญญาที่กระทำกับผู้รับเหมา ได้กระทำในนามของบริษัท T การได้มาซื้อทรัพย์สินที่เสร็จสมบูรณ์พร้อมใช้งาน ที่เป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทฯ โดยได้รับใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป ที่มีข้อความครบถ้วนสมบูรณ์ ไม่เข้าลักษณะเป็นภาษีซื้อต้องห้าม ตามมาตรา 82/5 แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทฯ ย่อมมีสิทธินำภาษีมูลค่าเพิ่มตามหลักฐานใบกำกับภาษีดังกล่าว ไปถือเป็นภาษีซื้อเครดิตหักออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องเสีย ตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร หาใช่ภาษีซื้อต้องห้าม และมิใช่ใบกำกับภาษีปลอมตามมาตรา 89 (7) แห่งประมวลรัษฎากร แต่อย่างใด
5. การปรับใช้คำพิพากษาฎีกาทั้งสองฉบับ จึงต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายโดยรอบด้าน หาใช่มองเพียงมุมเดียวคือการชำระราคา ที่ใช้แคชเชียร์เช็คของบริษัทแม่ ที่เป็นเพียงรูปแบบ มาเป็นประเด็นที่เป็นสาระสำคัญ มากกว่าเนื้อหา การอ้างคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5570/2548 และ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5672/2548 ซึ่งบริษัทฯ เห็นว่าคำพิพากษาทั้ง 2 ฉบับนี้แตกต่างจากกรณีของบริษัท T อย่างสิ้นเชิง เพราะการจ่ายเงินของบริษัท T จ่ายตามสัญญาจัดซื้อจัดจ้าง และกรณีของการจ่ายเงินให้กรมศุลกากร ก็มีหลักฐานการจ่ายเช็คเป็นแคชเชียเช็คสั่งจ่ายกรมศุลกากรโดยบริษัทฯ ก็จักได้ชื่อว่า เป็นผู้ที่ขัดต่อเจตนารมณ์แห่งประมวลรัษฎากร ที่มุ่งก่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่สังคม

ถ้าใบกำกับภาษีมีข้อมูลครบทุกอย่างแต่เขียนว่าใบกำกับภาษี (อย่างย่อ) ถือว่าอย่างย่อหรืออย่างเต็มรูปครับ

Inbox: พุธที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2562 เวลา 23:20 น.
คุณ นิกส์ ลี
สอบถามหน่อยครับ
ถ้าใบกำกับภาษีมีข้อมูลครบทุกอย่างแต่เขียนว่าใบกำกับภาษี (อย่างย่อ) ถือว่าอย่างย่อหรืออย่างเต็มรูปครับ
ขอบคุณครับ
สุเทพ พงษ์พิทักษ์
วิสัชนา:
ถ้าใบกำกับภาษีมีข้อมูลครบทุกอย่างแต่เขียนว่าใบกำกับภาษี (อย่างย่อ) ถือว่าอย่างย่อ ตามมาตรา 86/6 (7) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 1 ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 45) เรื่อง กำหนดข้อความอื่นในใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/6 แห่งประมวลรัษฎากร ดังนี้
....“ข้อ 1 ในกรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งประกอบกิจการค้าปลีก ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 32) เรื่อง กำหนดลักษณะและหรือเงื่อนไขของการประกอบกิจการขายสินค้าในลักษณะขายปลีกหรือประกอบกิจการให้บริการในลักษณะบริการรายย่อยแก่บุคคลจำนวนมาก ให้เป็นกิจการค้าปลีกตามมาตรา 86/6 แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2535 ซึ่งประสงค์จะออกใบกำกับภาษีอย่างย่อตามมาตรา 86/6 แห่งประมวลรัษฎากร ใบกำกับภาษีอย่างย่อจะต้องมีข้อความว่า “อย่างย่อ” ต่อท้ายคำว่า “ใบกำกับภาษี” ด้วย”

อยากทราบภาษีที่เกี่ยวข้อง กับค่า Franchise และ ค่า Royalty ค่ะ มีเฉพาะ ภาษี หัก ณ ที่จ่าย ถูกต้องไหมคะ

Inbox: พฤหัสบดีที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2562 เวลา 11:01 น.
คุณ Manuswat Smithsuwan
เรียนอาจารย์สุเทพ ค่ะ
พอดีมีธุรกิจซื้อแฟรนชายส์คาเฟ่อะเมซอนมาค่ะ อยากทราบภาษีที่เกี่ยวข้อง กับค่า Franchise และ ค่า Royalty ค่ะ
มีเฉพาะ ภาษี หัก ณ ที่จ่าย ถูกต้องไหมคะ
สุเทพ พงษ์พิทักษ์
วิสัชนา:
ภาษีที่เกี่ยวข้อง กับค่า Franchise และ ค่า Royalty
....บริษัทฯ ในฐานะผู้ซื้อแฟรนไชส์ต้องจ่ายค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม ให้แก่ Franchiser ไม่ว่าบิรษัทฯ จะจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการหรือไม่ โดยจะถูกเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 จากผู้ขายแฟรนไชส์ ตามหลักฐานใบกำกับภาษีแบบเต็มรูแ ซึ่งบริษัทฯ ผู้ซื้อแฟรนไชส์สามารถนำไปใช้เป็นเครดิตหักออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องเสียในแต่ละเดือน และเพื่อใช้เป็นหลักฐานในการรับรู้รายจ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้
....การคำนวณหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาสำหรับ Francise เป็นไปตามมาตรา 4 (3) แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 145) พ.ศ. 2527 ดังนี้
....“มาตรา 4 การหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินให้คำนวณหักตามระยะเวลาที่ได้ทรัพย์สินนั้นมาในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชีในกรณีที่รอบระยะเวลาใดไม่เต็มสิบสองเดือนให้เฉลี่ยตามส่วนสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีนั้น ทั้งนี้ ไม่เกินอัตราร้อยละของมูลค่าต้นทุนตามประเภทของทรัพย์สิน ดังต่อไปนี้
........(3) ต้นทุนเพื่อการได้มาซึ่งสิทธิการเช่า
.............กรณีไม่มีหนังสือสัญญาเช่า หรือมีหนังสือสัญญาเช่าที่มีข้อกำหนดให้ต่ออายุการเช่าได้ โดยเงื่อนไขในการต่ออายุนั้นเปิดโอกาสให้ต่ออายุการเช่ากันได้ต่อ ๆ ไป ร้อยละ 10
.............กรณีมีหนังสือสัญญาเช่าที่ไม่มีข้อกำหนดให้ต่ออายุการเช่าได้หรือมีข้อกำหนดให้ต่ออายุการเช่าได้เพียงระยะเวลาอันจำกัดแน่นอน ร้อยละ 100 หารด้วยจำนวนปีอายุการเช่าและอายุที่ต่อได้รวมกัน”
....ผู้ซื้อแฟรนไชส์หรือ Franchisee (แฟรนไชส์ซี) มีหน้าที่คำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในอัตรา 3% ของค่าแฟรนไชส์ และนำส่งพร้อมทั้งยื่นแบบ ภ.ง.ด.53 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป โดยต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายให้แก่ Franchiser และ Royalty
เมื่อแฟรนไชส์ซีได้เริ่มต้นทำธุรกิจแฟรนไชส์ และเริ่มมีรายได้เข้ามา เราก็มีหน้าที่ในการเสียภาษีดังต่อไปนี้
....ภาษีเงินได้นิติบุคคล ต้องยื่นแบบชำระภาษีต่อกรมสรรพากร ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาในเขตท้องที่ ที่สถานประกอบการตั้งอยู่หรือทางอินเทอร์เน็ตปีละ 2 ครั้ง ได้แก่
........ภาษีเงินได้ครึ่งรอบระยะเวลาบัญชี ยื่นตามแบบ ภ.ง.ด.51 ภายใน 2 เดือนนับตั้ง แต่วันครบ 6 เดือนของรอบระยะเวลาบัญชี
........ภาษีเงินได้สิ้นรอบระยะเวลาบัญชี ยื่นตามแบบ ภ.ง.ด.50 ภายใน 150 วัน นับ ตั้งแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี โดย นำภาษีที่จ่ายในครึ่งรอบระยะเวลาบัญชี มาหักออกจากภาษีที่คำนวณได้เมื่อสิ้นรอบเวลาบัญชี
....ภาษีมูลค่าเพิ่ม ต้องเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้รับบริการและออกใบกำกับภาษีให้แก่ผู้รับริการ เมื่อได้รับชำระค่าบริการ ต้องเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้อ และออกใบกำกับภาษีให้แก่ผู้ซื้อ เมื่อส่งมอบสินค้า จัดทำรายงานสินค้าและวัตถุดิบ รายงานภาษีขายและยื่นแบบภาษี มูลค่าเพิ่มตามแบบ ภ.พ.30 ในแต่ละเดือน ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป
........บริษัทฯ ในฐานะผู้ประกอบการจดทะเบียน มีหน้าที่ต้องจัดทำรายงาน ภาษีซื้อและรายงานสินค้าและวัตถุดิบด้วย
ที่มา:http://www.thaismescenter.com/%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%98%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B9%81%E0%B8%9F%E0%B8%A3%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%8A%E0%B8%AA%E0%B9%8C-%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B5%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87/?fbclid=IwAR1r_lQ2dO2mdTk7imgJGyOqIyceJYVHRlr-A6tbLtTsR-eGxHJc6Ky7mKA

ขอปรึกษาเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม สอบถามต่อจากกรณีบริษัทฯ สร้างอาคารให้เช่า

Inbox: ศุกร์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2562 เวลา 23:30 น.
คุณ Ratkitti Phawach Wattanachai
Inbox: พฤหัสบดีที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2562 เวลา 18:33 น.
ต่อจากคำถามของคุณ Boonsueb Dantherdsak ที่ขอปรึกษาเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม
1. กรณีบริษัทฯ ประกอบกิจการทำสวนสนุกเครื่องเล่นต่างๆ ภาษีซื้อเกี่ยวกับอาคารสวนสนุก เครื่องเล่นต่าง บริษัทนำมาขอลดภาษีขายได้ใช่ไหมครับ 
2. บริษัทฯ กำลังก่อสร้างอาคารที่พักให้เช่า (หอพัก) ภาษีซื้อเกี่ยวกับการก่อสร้างอาคารบริษัทขอคืนได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้ภาษีซื้อสามารถรวมเป็นค่าอาคารถูกต้องหรือไม่
3. ถ้าภาษีซื้อไม่สามารถขอคืนได้ ต้องทำรายงานภาษีซื้อหรือไม่ครับ
สุเทพ พงษ์พิทักษ์
วิสัชนา:
1. กรณีบริษัทฯ ประกอบกิจการทำสวนสนุกเครื่องเล่นต่างๆ ภาษีซื้อเกี่ยวกับอาคารสวนสนุก เครื่องเล่นต่าง บริษัทฯ มีสิทธินำมาถือเป็นเครดิตหักออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มได้ เนื่องจากกิจการสวนสนุกเป็นกิจการที่อยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม
2. บริษัทฯ กำลังก่อสร้างอาคารที่พักให้เช่า (หอพัก) ภาษีซื้อเกี่ยวกับการก่อสร้างอาคารบริษัทขอคืนได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้ แต่บริษัทฯ สามารถนำภาษีซื้อไปถือรวมเป็นต้นทุนอาคาร ถูกต้องแล้ว
3. ถ้าภาษีซื้อไม่สามารถขอคืนได้ ปัจจุบันไม่ต้องนำมาจัดทำรายงานภาษีซื้อ แล้วครับ
สอบถามต่อจากกรณีบริษัทฯ สร้างอาคารให้เช่า เรานำภาษีซื้อมาบันทึกเป็นต้นทุนสร้างอาคาร กรณีนี้เราต้องยื่นแบบ ภ.พ.0.5.1 หรือไม่คะ
สุเทพ พงษ์พิทักษ์
วิสัชนา:
กรณีบริษัทฯ ก่อสร้างอาคารที่พักให้เช่า (หอพัก) ภาษีซื้อเกี่ยวกับการก่อสร้างอาคารบริษัทขอคืนไมได้ แต่บริษัทฯ สามารถนำภาษีซื้อไปถือรวมเป็นต้นทุนอาคาร ถูกต้องแล้ว โดยบริษัทฯ ไม่ต้องยื่นแบบ ภ.พ.05.1 เพราะอาคารสร้างขึ้นเพื่อให้เช่าเพียงอย่างเดียว แต่ถ้ามีความประสงค์ที่นำอาคารที่ก่อสร้างไปใช้งานในสองประเภทกิจการ ก็ต้องยื่น แบบ ภ.พ.05.1 แจ้งประมาณการการใช้พื้นที่อาคาร เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการเฉลี่ยภาษีซื้อตามมาตรา 82/6 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 29)

วันศุกร์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2562

ปรึกษาเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม กิจการสวนสนุก

Inbox: พฤหัสบดีที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2562 เวลา 18:33 น.
คุณ Boonsueb Dantherdsak
เรียนอาจารย์สุเทพ ที่เคารพครับ ผมขอปรึกษาเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม 
1. กรณีบริษัทฯ ประกอบกิจการทำสวนสนุกเครื่องเล่นต่างๆ ภาษีซื้อเกี่ยวกับอาคารสวนสนุก เครื่องเล่นต่าง บริษัทนำมาขอลดภาษีขายได้ใช่ไหมครับ
2. บริษัทฯ กำลังก่อสร้างอาคารที่พักให้เช่า (หอพัก) ภาษีซื้อเกี่ยวกับการก่อสร้างอาคารบริษัทขอคืนได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้ภาษีซื้อสามารถรวมเป็นค่าอาคารถูกต้องหรือไม่
3. ถ้าภาษีซื้อไม่สามารถขอคืนได้ ต้องทำรายงานภาษีซื้อหรือไม่ครับ


สุเทพ พงษ์พิทักษ์
วิสัชนา:
1. กรณีบริษัทฯ ประกอบกิจการทำสวนสนุกเครื่องเล่นต่างๆ ภาษีซื้อเกี่ยวกับอาคารสวนสนุก เครื่องเล่นต่าง บริษัทฯ มีสิทธินำมาถือเป็นเครดิตหักออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มได้ เนื่องจากกิจการสวนสนุกเป็นกิจการที่อยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม
2. บริษัทฯ กำลังก่อสร้างอาคารที่พักให้เช่า (หอพัก) ภาษีซื้อเกี่ยวกับการก่อสร้างอาคารบริษัทขอคืนได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้ แต่บริษัทฯ สามารถนำภาษีซื้อไปถือรวมเป็นต้นทุนอาคาร ถูกต้องแล้ว ่
3. ถ้าภาษีซื้อไม่สามารถขอคืนได้ ปัจจุบันไม่ต้องนำมาจัดทำรายงานภาษีซื้อ แล้วครับ

ขายของออนไลน์อยู่ ได้จดนิติบุคคล และ VAT เรียบร้อยค่ะ ซึ่งช่องทางการส่งของ จะส่งทั้งขนส่งเคอรี่ และไปรษณีย์

Inbox: เสาร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2562 เวลา 03:12 น. 
คุณ Namwan Kanyarat 
กราบเรียน ท่านอาจารย์ค่ะ
มีคำถาม ขอสอบถามอาจารย์ค่ะ 
คือ ตอนนี้ขายของออนไลน์อยู่ ได้จดนิติบุคคล และ VAT เรียบร้อยค่ะ ซึ่งช่องทางการส่งของ จะส่งทั้งขนส่งเคอรี่ และไปรษณีย์ค่ะ รบกวน ขอสอบถามสัก 2 ข้อนะคะ
1. ถ้าขายของ + ค่าขนส่ง (ลูกค้าจ่าย) ให้กับลูกค้า จะออกเอกสารอย่างไรดีคะ ต้องออกแยกใช่ไหมคะ เพราะที่ศึกษาข้อมูลทางเว็บไซต์ต่าง ๆ มา เขาบอกว่าค่าขนส่งแบบนี้ ไม่มี VAT แต่นักบัญชีบางท่านที่ปรึกษามาบอกให้ออกใบกำกับภาษีคิด VAT ค่าส่งรวมกับค่าสินค้าเลย?? แต่หนูคิดว่าไม่น่าจะใช่😂
- ถ้าออกเอกสารแบบนี้ ถูกต้องหรือไม่ค่ะ
>>>> ขายสินค้า 1,070 (ราคาของ 1,000 บาท + ภาษี VAT 70 บาท) แต่คิดคิดค่าขนส่ง Kerry/ไปรษณีย์ 100 บาท
= ยอดทั้งหมดที่ลูกค้าโอนให้คือ 1,170 บาท
จะออกเอกสารดังนี้ ถูกต้องไหมค่ะ
🇹🇭ฉบับที่ 1 = ใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษี
ค่าสินค้า 1,000
ภาษีมูลค่าเพิ่ม 70
รวม 1,070 บาท
🇹🇭ฉบับที่ 2 = ใบเสร็จรับเงินค่าขนส่ง โดยลงรายการว่า "ค่าขนส่งสินค้า" โดยออกในนามลูกค้า = 100 บาท
จริง ๆ แล้ว ที่ถูกต้อง จะต้องออกเอกสารกี่ฉบับค่ะ ถ้าออกแบบดังกล่าวอยากจะถามว่าจะลงบันทึกค่าส่งสินค่าที่ถูกต้อง ต้องบันทึกแบบไหนค่ะ
🙏🙏ขอบคุณมากๆค่ะ🙏🙏


สุเทพ พงษ์พิทักษ์ 
วิสัชนา: 
กรณีบริษัทฯ ขายสินค้าโดยเรียกเก็บค่าขนส่ง โดยมีการแยกรายการค่าขนส่งต่างหาก ไม่ว่าจะเป็นรายการในใบกำกับภาษีฉบับเดียวกับราคาสินค้าหรือแยกต่างหากกันคนละฉบับก็ตาม มีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาดังนี้ 
....1. กรณีผู้ขายสินค้ามิได้ประกอบกิจการรับจ้างขนส่งเป็นปกติธุระ ให้ถือว่าค่าขนส่งเป็นส่วนหนึ่งของราคาสินค้า ที่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย ซึ่งหากแยกกันคนละฉบับผู้ขายต้องออกใบเพิ่มหนี้ ตามมาตรา 86/10 แห่งประมวลรัษฎากร จะออกใบกำกับภาษีซ้ำอีกไม่ได้ เพราะปริมาณสินค้าได้แสดงครบถ้วนแล้ว แต่มูลค่าของฐานภาษีแสดงไว้ต่ำไปเท่ากับค่าขนส่ง
....2. กรณีผู้ขายสินค้าประกอบกิจการรับจ้างขนส่งเป็นปกติธุระอยู่แล้ว (พิจารณาจากใบอนุญาตประกอบการรับจ้างขนส่งสาธารณะ หรือพฤติกรรมการประกอบธุรกิจ) ค่าขนส่งที่แยกต่างหากจากราคาสินค้า ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งผู้ซื้อสินค้าต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1.0 ของค่าขนส่งนั้น ทั้งนี้ ไม่ว่าผู้ขายสินค้าจะรับจ้างขนส่งโดยใช้ยานพาหนะของตนเองหรือไม่ก็ตาม
ดังนั้น กรณีบริษัทฯ ขายของออนไลน์ ใช้ช่องทางการส่งของ ทั้งขนส่งเคอรี่ และไปรษณีย์ นั้น เป็นกรณีที่บริษัทฯ มิได้ประกอบกิจการรับจ้างขนส่งเป็นปกติธุระ ตามข้อ 1. ให้ถือว่าค่าขนส่งเป็นส่วนหนึ่งของราคาสินค้า ที่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย
 ให้ออกเอกสารดังนี้ จึงจะถูกต้อง 
ฉบับที่ 1 = ใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษี 
ค่าสินค้า...........1,000 บาท
ภาษีมูลค่าเพิ่ม...... 70 บาท
รวม..................1,070 บาท 
ฉบับที่ 2 = ใบเสร็จรับเงิน/ใบเพิ่มหนี้ ค่าขนส่ง โดยลงรายการว่า "ค่าขนส่งสินค้า"
ค่าสินค้า............. 100 บาท
ภาษีมูลค่าเพิ่ม........ 7 บาท
รวม.................... 107 บาท 
 หรือจะออกเอกสารรวมกันดังนี้ 
ใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษี 
ค่าสินค้า............1,000 บาท
ค่าขนส่ง...............100 บาท
รวม...................1,100 บาท
ภาษีมูลค่าเพิ่ม.........77 บาท
รวม...................1,177 บาท

วันพฤหัสบดีที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2562

รับเงินสนับสนุนทางด้านการตลาด >ในฐานะที่เป็นผู้ทำการตลาดให้กับทั้งผู้ซื้อและผู้ขายสินค้า

Inbox: พฤหัสบดีที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2562 เวลา 13:23 น.
คุณ Lekbows Sup
รบกวนถามอาจารย์ ค่ะ .. ต่อ ถ้าเรารับเงินสนับสนุนทางด้านการตลาด >ในฐานะที่เป็นผู้ทำการตลาดให้กับทั้งผู้ซื้อและผู้ขายสินค้า เราก็ยังคงใช้หลักเกณฑ์เดิมใช้ไม่ค่ะ ..ขอบพระคุณอีกครั้งค่ะ อาจารย์🙏🏻🙏

สุเทพ พงษ์พิทักษ์ 
วิสัชนา:
กรมสรรพากรได้วางแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับกรณี ภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย และภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีค่าส่งเสริมการขาย ตามหนังสือตอบข้อหารือเลขที่ กค 0702/4699 ลงวันที่ 6 สิงหาคม 2551 ดังนี้
...."หากผู้ขายหรือผู้ผลิตสินค้าจ่ายเงินให้แก่บริษัทฯ เพื่อช่วยเหลือค่าใช้จ่ายใน ด้านการตลาด ค่าโฆษณา หรือส่งเสริมการขายโดยใช้เป็นค่าใช้จ่ายในด้านการจัดทำสื่อ สิ่งพิมพ์ โบว์ชัวร์ เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์สินค้าของผู้ขายหรือผู้ผลิตสินค้า นั้น เงินสนับสนุนที่บริษัทฯ ได้รับดังกล่าวเข้าลักษณะเป็นค่าตอบแทนการโฆษณา บริษัทฯ จึงต้อง นำไปรวมเป็นรายได้เพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ตามมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร โดยผู้ขายหรือผู้ผลิตสินค้าที่เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินได้มี หน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย และนำส่งในอัตราร้อยละ 2.0 ตามข้อ 10 ของคำสั่ง กรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528ฯ ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 และเนื่องจากค่าตอบแทนที่บริษัทฯ ได้รับ นั้น เข้าลักษณะเป็นรายรับจากการให้บริการ บริษัทฯ จึงต้องนำรายรับ ดังกล่าวมารวมเป็นฐานในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม ทั้งนี้ ตามมาตรา 77/1 (10) และ มาตรา 79 แห่งประมวลรัษฎากร โดยภาษีซื้อที่เกิดจากค่าใช้จ่ายในการให้บริการนั้น ถือเป็นภาษีซื้อที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม บริษัทฯ มีสิทธิขอคืนภาษีซื้อดังกล่าวได้ ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 82/5 แห่งประมวลรัษฎากร"