แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภาระภาษี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภาระภาษี แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2562

ภาระภาษีเรื่องการจ่ายเงินค่าปรับกรณีจ่ายชำระเงินล่าช้า

Inbox: 21 มีนาคม พ.ศ. 2562 เวลา 22:46 น. 
คุณ Marond K. Cavatica
เรียน อ.สุเทพ
กระผมมีความสงสัยเกี่ยวกับภาระภาษีเรื่องการจ่ายเงินค่าปรับกรณีจ่ายชำระเงินล่าช้า โดยมีรายละเอียดกรณีศึกษาดังนี้
บริษัท ก (ผู้รับบริการ) จ้างงาน/จ้างทำของ บริษัท ข (ผู้ให้บริการ) โดยไม่ได้ทำเป็นสัญญา 
ทุก ๆ เดือน บริษัท ข จะทำใบแจ้งหนี้เรียกเก็บค่าบริการ ต่อมาภายหลัง บริษัท ก ไม่ได้จ่ายชำระค่าบริการมาเป็นระยะเวลา 6 เดือน แต่ก็ได้ชำระค่าบริการที่ค้างไปในที่สุด
ทางบริษัท ข เห็นว่าลูกค้าจ่ายเงินล่าช้า จึงคิดดอกเบี้ยค่าปรับการจ่ายเงินล่าช้า โดยอ้างอิงจากใบแจ้งหนี้ที่ตีพิมพ์ไว้ในแบบฟอร์ม สมมติว่าร้อยละ 2 ต่อเดือน โดยคำนวณดอกเบี้ยค่าปรับจากการจ่ายเงินล่าช้า สมมติต่อไปอีกว่าค่าปรับคำนวณได้เป็นจำนวนเงิน 200,000 บาท
คำถามของกระผมคือ
1. บริษัท ข สามารถเรียกเก็บดอกเบี้ยค่าปรับการจ่ายเงินล่าช้าได้หรือไม่ และถ้าได้ ภาระทางภาษีจะเป็นอย่างไร
2. อ้างอิงที่กระผมหาได้ ประมวลแพ่งฯ มาตรา 379 กำหนดว่าลูกหนี้ถูกปรับได้ แต่ประมวลรัษฎากรยังไม่เจอแนวทางปฏิบัติ ทีนี้ ถ้าผมจะเอาหนังสือตอบข้อหารือ กค0811/3074 ข้อที่ 1.3 (ค) มาเทียบเคียงเป็นแนวทาง จะเหมาะสมหรือไม่

http://www.rd.go.th/publish/25456.0.html
รบกวนอ.สุเทพ ด้วยนะครับ
ขอแสดงความนับถือ
เรียนอ.สุเทพ
ผมหาคำตอบได้แล้ว แต่ยังหาอ้างอิงเป็นกิจลักษณะไม่เจอ กรมฯ ถือว่าเป็นเงินได้ 40(4)(ก)
ขอบคุณมากครับ


สุเทพ พงษ์พิทักษ์
วิสัชนา
ค่าปรับเนื่องจากชำระเงินล่าช้า ในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน หรือร้อยละ 24 ต่อปี นั้น เป็นจำนวนที่สูงเกินกว่าที่กฎหมายยอมให้คิดคือ 7.5% ต่อปี
1. บริษัท ข สามารถเรียกเก็บดอกเบี้ยค่าปรับการจ่ายเงินล่าช้าได้ ภาระภาษีของบริษัท ข เป็นดังนี้
....(1) ค่าปรับเนื่องจากชำระเงินล่าช่า เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4)(ก) แห่งประมวลรัษฎากร - ในส่วนที่เป็นผลประโยชน์ใดๆ ที่ได้จากสิทธิเรียกร้องในหนี้ทุกชนิด
....(2) บริษัท ข ต้องนำค่าปรับไปถือรวมเป็นรายได้เนื่องจากกิจการ (รายได้อื่น) ในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีที่เรียกเก็บค่าปรับดังกล่าว
....(3) เนื่องจากค่าปรับเนื่องจากการชำระหนี้ล่าช้า ไม่อยู่ในบังคับที่ต้องคำนวณหักภาษ๊เงินได้นิติบุคคล ณ ที่จ่ายตามมาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 บริษัท ข จึงไม่ต้องถูกหักภาษีเงินได้ ณ ทีจ่าย สำหรับค่าปรับดังกล่าวแต่อย่างใด
....(4) ค่าปรับดังกล่าวมิใช่มูลค่าของฐานภาษีที่บริษัท ข ได้รับจากการขายสินค้าหรือการให้บริการ ตามมาตรา 79 แห่งประมวลรัษฎากร จึงไม่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 77/2 แห่งประมวลรัษฎากร

....(5) ค่าปรับเนื่องจากการชำระหนี้ล่าข้า ไม่เข้าลักษณะเป็นรายรับจากการประกอบกิจการโดยปกติเยื่ยงธนาคารพาณิชย์ ตามมาตรา 91/2 (5) แห่งประมวลรัษฎากร บริษัท ข จึงไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับค่าปรับเนื่องจากชำระหนี้ล่าช้า แต่อย่างใด
2. ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 กำหนดว่าลูกหนี้ถูกปรับได้

บริษัทที่จดจัดตั้งในไทย ไปเข้าซื้อหุ้นของบริษัทที่ดำเนินธุรกิจด้านโรงแรมในประเทศอังกฤษ สิงคโปร์ และออสเตรเลีย โรงแรมละ 50% จะมีภาระภาษีจากการรับรู้รายได้อย่างไร

Inbox: เสาร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2562 เวลา 12:04 น.
คุณ Anne Sirirat
รบกวนขอเรียนสอบถามค่ะอาจารย์ กรณีบริษัทที่จดจัดตั้งในไทย ไปเข้าซื้อหุ้นของบริษัทที่ดำเนินธุรกิจด้านโรงแรมในประเทศอังกฤษ สิงคโปร์ และออสเตรเลีย โรงแรมละ 50% จะมีภาระภาษีจากการรับรู้รายได้อย่างไรบ้างคะ และจะมีข้อ concern ด้านภาษีอากรอย่างอื่นด้วยหรือไม่คะ
ขอบคุณมากค่ะ

สุเทพ พงษ์พิทักษ์ 
วิสัชนา: 
ตามมาตรา 5 วีสติ แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2500 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 442) พ.ศ.2548 กำหนดให้ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่บริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย สำหรับเงินได้พึงประเมินที่เป็นเงินปันผลซึ่งได้รับจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ โดยให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548 เป็นต้นไป ดังนี้ 
....“มาตรา 5 วีสติ ให้ยกเว้นภาษีเงินได้ตามส่วน 3 หมวด 3 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ให้แก่บริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย สำหรับเงินได้พึงประเมินที่เป็นเงินปันผลซึ่งได้รับจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ดังต่อไปนี้
........(1) บริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดต้องถือหุ้นในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้จ่ายเงินปันผลไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบห้าของหุ้นทั้งหมดที่มีสิทธิออกเสียงในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่าหกเดือนนับแต่วันที่ได้หุ้นนั้นมาจนถึงวันที่ได้รับเงินปันผล และ
........(2) เงินปันผลต้องมาจากกำไรสุทธิที่มีการเสียภาษีในประเทศของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้จ่ายเงินปันผล โดยอัตราภาษีดังกล่าวต้องไม่ต่ำกว่าร้อยละสิบห้าของกำไรสุทธิ ทั้งนี้ ไม่ว่าประเทศของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้จ่ายเงินปันผลจะมีกฎหมายลดหรือยกเว้นภาษีสำหรับกำไรสุทธิให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นหรือไม่ก็ตาม”
ดังนั้น กรณีบริษัทที่จัดตั้งตามกฎหมายไทย ได้เข้าซื้อหุ้นของบริษัทที่ดำเนินธุรกิจด้านโรงแรมในประเทศอังกฤษ สิงคโปร์ และออสเตรเลีย โรงแรมละ 50% หากบริษัทฯ ได้รับเงินปันผลจากการลงทุนในกิจการโรงแรงในทั้งสามประเทศดังกล่าว
1. ภาระภาษีเงินได้นิติบุคคลตามกฎหมายของแต่ละประเทศ
....กรณีขึ้นอยู่กับกฎหมายภายในของแต่ละประเทศว่าบริษัทฯ ต้องถูกหักภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับเงินได้ที่เป็นเงินปันผลที่ได้จากบริษัทที่ประกอบกิจการโรงแรมในแต่ละประเทศนั้น ว่าจะมีหรือไม่ ประการใด
2. ภาระภาษีเงินได้นิติบุคคล
....(1) หากเงินปันผลต้องมาจากกำไรสุทธิที่มีการเสียภาษีในประเทศของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้จ่ายเงินปันผล โดยอัตราภาษีดังกล่าวต้องไม่ต่ำกว่าร้อยละ 15 ของกำไรสุทธิ ทั้งนี้ ไม่ว่าประเทศของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้จ่ายเงินปันผลจะมีกฎหมายลดหรือยกเว้นภาษีสำหรับกำไรสุทธิให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นหรือไม่ก็ตาม โดยที่บริษัทฯ ได้ถือหุ้นในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้จ่ายเงินปันผลไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 ของหุ้นทั้งหมดที่มีสิทธิออกเสียงในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือน นับแต่วันที่ได้หุ้นนั้นมาจนถึงวันที่ได้รับเงินปันผล บริษัทฯ ย่อมได้รับยกเว้นไม่ต้องนำเงินปันผลดังกล่าวมารวมคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในประเทศไทยอีก
....(2) กรณีบริษัทฯ ได้ลงทุนซื้อหุ้นสามัญในบริษัทที่ตั้งอยู่ในประเทศสาธารณรัฐสิงค์โปร์ อังกฤษ และออสเตรเลีย เป็นการลงทุนระยะยาวเพื่อหวังเงินปันผลตอบแทน ซึ่งมีค่าหรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศ ณ วันที่ได้มาดังกล่าว และบริษัทฯ ได้บันทึกต้นทุนของเงินลงทุนเป็นเงินตราไทยตามอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่จ่ายเงินชำระค่าหุ้น ตามมาตรา 65 ทวิ (3) แห่งประมวลรัษฎากร เนื่องจากบริษัทฯ ไม่มีภาระผูกพันเป็นเงินตราต่างประเทศที่เหลืออยู่ในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี บริษัทฯ จึงไม่ต้องปรับปรุงมูลค่าของเงินลงทุนหรือทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงตามอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยตามมาตรา 65 ทวิ (5) วรรคหนึ่ง แห่งประมวลรัษฎากรสำหรับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) ประจำปีที่ลงทุน และให้บริษัทฯ ใช้มูลค่าหุ้น ณ วันสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีที่คำนวณมาจากรอบระยะเวลาบัญชีปีก่อน ในการบันทึกเงินลงทุนซื้อหุ้นดังกล่าวในรอบระยะเวลาบัญชีปีปัจจุบัน โดยไม่ต้องคำนวณค่าหรือราคาเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยอีกแต่อย่างใด (อนุโลมตามแนวคำตอบข้อหารือของกรมสรรพากรเลขที่ กค 0706/2050 ลงวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2549)
http://www.rd.go.th/publish/30957.0.html