แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เสียภาษี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เสียภาษี แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2562

สอบถาม เรื่องภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่กำลังร้อนแรงอยู่ในเวลานี้ ดังนี้ครับ

์Inbox: 9 เมษายน พ.ศ. 2562 เวลา 16:40 น.
อาจารย์ Phalachai Fookaittiphong
เรียน อาจารย์สุเทพที่เคารพ
ผมขอสอบถาม เรื่องภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่กำลังร้อนแรงอยู่ในเวลานี้ ดังนี้ครับ
*กรณี นาย ก ผ่อนบ้านอยู่กับธนาคาร*
- จะถือว่าใครเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษี (มาตรา 9) ครับ ธนาคาร หรือ นาย ก.
- ถ้า นาย ก. เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษี และมีชื่ออยู่ในสำเนาทะเบียนบ้าน จะได้รับการยกเว้นมูลค่าของฐานภาษี ไม่เกิน 10 ล้าน ตามมาตรา 41 หรือไม่ครับ
สุเทพ พงษ์พิทักษ์
วิสัชนา:
กรณีนาย ก. ซื้อบ้านจัดสรรจากบริษัทเจ้าของโครงการ แต่เงินทุนไม่เพียงพอจึงกู้ยืมเงินจากธนาคาร โดยจดจำนองบ้านไว้เป็นประกันการกู้ยืมเงินจากธนาคารดังกล่าว เช่นนี้ กรรมสิทธิ์ของบ้านนั้น เป็นของ นาย ก. หากจะต้องเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตามมาตรา 9 แห่งพระราชบัํญญัติที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 นาย ก. จึงต้องมีภาระที่ต้องเสียภาษีดังกล่าว
...."มาตรา 9 ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของหรือครอบครองที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างอยู่ในวันที่ 1 มกราคมของปีใด เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีส าหรับปีนั้น ตามที่ก าหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้"
ตามมาตรา 41 แห่งพระราชบัํญญัติที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 กำหนดยกเว้นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้แก่บุคคลธรรมดาดังนี้
...."มาตรา 41 ในกรณีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่เจ้าของซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาใช้เป็นที่อยู่อาศัย และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรในวันที่ 1 มกราคมของปีภาษีนั้น ให้ได้รับยกเว้นมูลค่าของฐานภาษีในการค านวณภาษีไม่เกินห้าสิบล้านบาท
........ในกรณีที่บุคคลธรรมดาเป็นเจ้าของสิ่งปลูกสร้าง แต่ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดิน และใช้สิ่งปลูกสร้างดังกล่าวเป็นที่อยู่อาศัยและมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรในวันที่ 1 มกราคมของปีภาษีนั้น ให้ได้รับยกเว้นมูลค่าของฐานภาษีในการค านวณภาษีไม่เกินสิบล้านบาท
........ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประกาศก าหนดหลักเกณฑ์และวิธีการเพื่อคำนวณการยกเว้นมูลค่าของฐานภาษีตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง
........มิให้นำความในวรรคหนึ่งหรือวรรคสองมาใช้บังคับกับที่ดินและสิ่งปลูกสร้างหรือสิ่งปลูกสร้างที่เจ้าของซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาใช้เป็นที่อยู่อาศัยและมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรในวันที่ 1 มกราคมของปีภาษีนั้น ซึ่งต้องย้ายชื่อออกจากทะเบียนบ้านดังกล่าว เพราะเหตุจำเป็นทางราชการตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยร่วมกันประกาศกำหนด โดยให้ถือเอาที่ดินและสิ่งปลูกสร้างหรือสิ่งปลูกสร้างก่อนการย้ายชื่อออกจากทะเบียนบ้านตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร เป็นที่ดินและสิ่งปลูกสร้างหรือสิ่งปลูกสร้างที่ได้รับการยกเว้นมูลค่าของฐานภาษีในการค านวณภาษีตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง"
ดังนั้น กรณีนาย ก. เป็นเจ้าของบ้าน และเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง หากใช้เป็นที่อยู่อาศัย และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรในวันที่ 1 มกราคมของปีภาษีนั้น ให้ได้รับยกเว้นมูลค่าของฐานภาษีในการคำนวณภาษีไม่เกิน 50 ล้านบาท ตามมาตรา 41 วรรคแรก แห่งพระราชบัํญญัติที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562
ขอแนะนำ สรุปภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง
https://www.itax.in.th/…/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%…

ข้าราชการได้รับเงินบำนาญ เงินบำนาญดังกล่าวจะต้องนำมาคำนวณภาษีหรือไม่ ข้าราชการเลือกรับเงินบำเหน็จในตอนที่เกษียณอายุราชการ ต้องเสียภาษีหรือไม่

Inbox: อาทิตย์ที่ 7 เมษายน 2562 เวลา 15:41 น.
คุณ Phalachai Fookaittiphong
เรียนท่านอาจารย์สุเทพที่เคารพ
ผมขอสอบถามว่า
1. กรณีข้าราชการได้รับเงินบำนาญ เงินบำนาญดังกล่าวจะต้องนำมาคำนวณภาษีหรือไม่ (มีความเข้าใจกันว่า ข้าราชการบำนาญไม่ต้องเสียภาษีครับ)
2. กรณีข้าราชการเลือกรับเงินบำเหน็จในตอนที่เกษียณอายุราชการ ต้องเสียภาษีหรือไม่
ขอขอบคุณอาจารย์ที่กรุณาให้ความรู้ที่จะเป็นประโยชน์กับผู้เสียภาษีครับ
สุเทพ พงษ์พิทักษ์
วิสัชนา:
1. กรณีข้าราชการได้รับเงินบำนาญ รวมทั้งเงินบำเหน็จตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ เงินบำนาญดังกล่าวจะต้องนำมาคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ความเข้าใจที่ว่า ข้าราชการบำนาญไม่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เป็นความเข้าใจที่ผิดครับ)
2. กรณีข้าราชการเลือกรับเงินบำเหน็จตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ในตอนที่เกษียณอายุราชการ หรือลาออก ข้าราชการผู้นั้นได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามมาตรา 42 (17) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509) ข้อ 2 (43) และ (44) ดังต่อไปนี้
....“(43) เงินได้เท่าที่สมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการจ่ายเป็นเงินสะสมเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ เฉพาะส่วนที่ไม่เกินห้าแสนบาท สำหรับปีภาษีนั้น ทั้งนี้ สำหรับเงินได้พึงประเมินที่ได้รับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2551 เป็นต้นไป”
(แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 266 (พ.ศ. 2551) ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินที่ได้รับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2551 เป็นต้นไป)
....“(44) เงินหรือผลประโยชน์ใด ๆ ที่ได้รับจากกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการตามกฎหมาย ว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ดังต่อไปนี้
........(ก) เงินหรือผลประโยชน์ใด ๆ ที่ได้รับ เนื่องจากสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการออกจากราชการเพราะตาย เหตุทุพพลภาพ เหตุทดแทน หรือเหตุสูงอายุ
........(ข) เงินหรือผลประโยชน์ใด ๆ ที่มีสิทธิได้รับจากกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ เนื่องจากสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการออกจากราชการในกรณีอื่นนอกจาก (ก) แต่เมื่อออกจากราชการแล้วได้คงเงินหรือผลประโยชน์นั้นไว้ทั้งจำนวนในกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ และต่อมาได้รับเงินหรือผลประโยชน์หลังจากสมาชิกผู้นั้นตาย ทุพพลภาพ หรืออายุครบหกสิบปีบริบูรณ์ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด”
(แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 277 (พ.ศ. 2553) ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินที่ได้รับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2553 เป็นต้นไป)
ศึกษาเพิ่มเติมได้จาก “เปรียบเทียบระบบบำเหน็จบำนาญกับระบบ กบข.”
https://www.gpf.or.th/thai20…/about/pension-thai-compare.asp

ถ้ากิจการร่วมค้ามีรายได้ไม่เกิน​ 30​ ล้่าน​บาท​ ต้องเสียภาษีเหมือน​ SME​ หรืออัตราทั่วไป​ 20% ครับ​

คุณ Jame Netton (8 เมษายน พ.ศ. 2562 เวลา 14:45 น.)
อาจารย์ครับ​
ถ้ากิจการร่วมค้ามีรายได้ไม่เกิน​ 30​ ล้่าน​บาท​ ต้องเสียภาษีเหมือน​ SME​ หรืออัตราทั่วไป​ 20% ครับ​ กรณีที่คุณ​ Wi Mini OlivesMe ถาม​ เคยสอบถามกองกฎหมายกรมฯ​ ตอบว่า ลงทะเบียนไม่ได้​เนื่องจาก​ Joint Venture ไม่มีทุนจดทะเบียน​ เรื่องค่าปรับอาญาก็เหมือนกัน​ กรมฯก็พูดเฉพาะการยื่นงบ​ ภาษีอื่นไม่พูดถึง​ แต่ถ้าอ่าน​ พ.ร.บ.ยกเว้นทุกประเภทภาษี​ เลยสอบถาม​ มจ.ดู​ มจ.ตอบยังไม่มีนโยบาย​ครับ
สุเทพ พงษ์พิทักษ์
วิสัชนา:
ตามมาตรา 5 แห่ง“พระราชบัญญัติยกเว้นเบี้ยปรับ เงินเพิ่มภาษีอากร และความรับผิดทางอาญา เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร พ.ศ. 2562 ได้กำหนดคุณสมบัติของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จะได้รับยกเว้นเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มตามมาตรา 4 ดังต่อไปนี้
...."มาตรา 5 บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จะได้รับยกเว้นเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มตามมาตรา 4 ต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้
........(1) มีรายได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีสุดท้าย ซึ่งมีกำหนดครบสิบสองเดือน โดยวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีสิ้นสุดก่อนหรือในวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2561 ไม่เกินห้าร้อยล้านบาท ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ตามมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร
........(2) ได้มีการยื่นรายการภาษีเงินได้สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตาม (1) ไว้แล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
........(3) ไม่เป็นผู้ออกใบกำกับภาษีหรือผู้ใช้ใบกำกับภาษีที่กรมสรรพากรได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนว่าได้มีการกระทำความผิดอาญาเกี่ยวกับใบกำกับภาษีตามประมวลกฎหมายอาญาไว้แล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ”
ดังจะเห็นว่า คุณสมบัติของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จะได้รับยกเว้นเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มตามมาตรา 4 ดังกล่าว ไม่มีเรื่องของทุนจดทะเบียน "กิจการร่วมค้า" จึงย่อมได้สิทธิตามพระราชบัญญัติฉบับนี้
ทั้งนี้ คุณสมบัติของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จะได้รับยกเว้นจากการตรวจสอบ ไต่สวน ประเมินหรือสั่งให้
เสียภาษีอากร และความผิดทางอาญาตามประมวลรัษฎากร สําหรับรายได้ที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชี
ที่มีวันเริ่มต้นก่อนวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2559 หรือมูลค่าของฐานภาษี รายรับ หรือการกระทําตราสารที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2559 ตามพระราชกําหนดยกเว้นและสนับสนุนการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร พ.ศ. 2558 ก็เช่นเดียวกัน ไม่ได้กล่าวถึงทุนจดทะเบียน แต่อย่างใด
แต่สิทธิการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกำไรสุทธิในส่วนที่ไม่เกิน 300,000 บาท และลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลลงเหลือ 15% ของกำไรสุทธิในส่วนที่เกิน 300,000 บาทแต่ไม่เกิน 3,000,000 บาท ตามพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 530) พ.ศ. 2554 และยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกำไรสุทธิสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2559 แต่ไม่เกินวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2559 ตามพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 595) พ.ศ. 2558 นั้น กำหนดให้แก่เฉพาะ SMEs ที่เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท และมีรายได้จากการขายและบริหารไม่เกิน 30 ล้านบาท ตลอดมา นับแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มต้นในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2555 เป็นต้นมา
คำตอบที่ได้ตอบคุณ Wi Mini OlivesMe นั้น ผมตอบโดยยึดถือกฎหมายเป็นสำคัญ ไม่นำพากับคำตอบของใครก็ตามที่ไม่ตรงตามกฎหมาย ซึ่งหมายถึงการไม่เคารพกฎหมาย และสิทธิของผู้ต้องเสียภาษีอากรครับ จึงขอยืนยันคำตอบ และไม่พึงสับสนกับข้อกฎหมายดังได้กล่าวแล้วข้างต้น